To top
13 Dec

ประวัติ Jaegar LeCoultre ประดิษฐกรรมแห่งการบอกเวลา

ประวัติ Jaegar LeCoultre อีกหนึ่งแบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 200 ปี เป็นหนึ่งในผู้ผลิตเพียงรายเดียวที่สร้าง พัฒนา ตกแต่ง และผลิตนาฬิกาทั้งหมดภายในเวิร์กช็อปของตนเอง ตั้งแต่เริ่มต้น ในการทำให้นาฬิกาแต่ละเรือนมีความครบถ้วนสมบูรณ์ การผลิตจึงรวบรวมอาชีพ เทคนิค และเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบไว้ใต้หลังคาเดียวกัน เพื่อสร้างการสร้างสรรค์นาฬิกาที่ดีที่สุด

นอกจากนาฬิกาจะเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงสถานะและรสนิยมของตัวผู้สวมใส่แล้ว การได้เป็นเจ้าของ Jaegar LeCoultre  หรือที่รู้จักในชื่อย่อ JLC สักเรือนนั้น ย่อมสร้างความภูมิใจให้กับผู้ได้ครอบครองนาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานแบรนด์หนึ่งของโลก กับความเป็นผู้นำแห่งนวัตกรรมในโลกของนาฬิกา KATEXOXO ขอพาทุกท่านเปิดประวัติและไปทำความรู้จักกับนาฬิกาแห่งประวัติศาสตร์แบรนด์นี้ไปพร้อมกัน

 

History of Jaegar LeCoultre

ประวัติ Jaegar LeCoultre ประดิษฐกรรมแห่งการบอกเวลา

ในปี ค.ศ. 1833 ในใจกลางของ Vallée de Joux ในสวิตเซอร์แลนด์ Antoine LeCoultre (1803–1881) ได้เปลี่ยนโรงนาเล็ก ๆ ของครอบครัวของเขาให้กลายเป็นโรงงานทำนาฬิกา ที่หมู่บ้าน Le Sentier และเริ่มสร้างนาฬิกาที่มีความแม่นยำสูง เขาเป็นนักประดิษฐ์ที่สมดุลทั้งสติปัญญาและจินตนาการ โดยประยุกต์ใช้ตัวเองกับความท้าทายในการวัดเวลา ด้วยความหลงใหลในความแม่นยำ เขาจึงสร้างเครื่องมือที่จำเป็นต่อการพัฒนาชิ้นส่วนที่เล็กที่สุดเพื่อผลิตคาลิเบอร์ที่แม่นยำที่สุด

ประวัติ Jaegar LeCoultre ประดิษฐกรรมแห่งการบอกเวลา Antoine LeCoultre

Antoine LeCoultre

ในปี ค.ศ. 1844 LeCoultre ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการนาฬิกา ด้วยการสร้าง “Millionometer” อันเป็นอุปกรณ์ที่สามารถวัดความเล็กของชิ้นส่วนเป็นหน่วยไมครอน (Micron) และในปี ค.ศ. 1847 เขาได้สร้างระบบแบบไม่ใช้กุญแจเพื่อกรอกลับและตั้งนาฬิกา สี่ปีต่อมา เขาได้รับรางวัลเหรียญทองจากการทำงานด้านความแม่นยำของนาฬิกาและกลไกที่งาน Universal Exhibition ครั้งแรกในลอนดอน (ในเรื่องการคิดค้น Lever-Winding) และยังได้รับรางวัล Gold Medal จากงาน Crafted Gold Chronometer อีกด้วย

ในปี ค.ศ. 1866 ในช่วงที่มีการขยายกิจการ โดยมีช่างฝีมือกระจายอยู่ตาม workshops เล็ก ๆ หลายร้อยแห่ง อองตวนและเอลี เลอคูลตร์ (Elie LeCoultre) ได้ให้กำเนิดบริษัท LeCoultre & Cie ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรงงานผลิตนาฬิกาเต็มรูปแบบแห่งแรกของ Vallée de Joux รวมความเชี่ยวชาญของช่างนาฬิกาไว้ภายใต้หลังคาเดียวกัน โดยได้มีการพัฒนากระบวนการผลิตโดยใช้เครื่องจักรบางส่วนเป็นครั้งแรกสำหรับกลไกที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ในช่วงปี ค.ศ. 1870

ในปีเดียวกันนั้นเอง ฝ่ายผลิตได้ว่าจ้างพนักงาน 500 คน และเป็นที่รู้จักในชื่อ “Grande Maison of the Vallée de Joux” หลังจากนั้นภายใน 4 ปี ก็ได้ทำการสร้างสรรค์ “pocket watch with triple calendar and moon phases” ออกมา ตามมาด้วย Calibre มากกว่า 350 รูปแบบ อีก 128 รูปแบบเป็น chronographs และอีก 99 รูปแบบพร้อมกลไกทวน (minute repeaters)

pocket watch with triple calendar and moon phases

pocket watch with triple calendar and moon phases

ต่อมาในช่วง 30 ปีนี้เอง (ค.ศ. 1833 – 1866) ที่ LeCoultre ผลิต Movement ให้ Patek Philippe เกือบทั้งหมดและยังผลิต Movement ให้แก่แบรนด์ดังอย่างกลุ่ม Holy Trinity แทบจะทั้งหมดเช่นกัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า Antoine LeCoultre ได้สร้างสรรค์ผลงานต้นแบบอันมีค่าในการคิดค้น Millionometer เพื่อเป็นต้นแบบในการผลิตนาฬิกาหลายรุ่นในตำนาน และกลไกอันแสนจะสมบูรณ์แบบอย่างเช่นทุกวันนี้

 

Re-organization

ในปี ค.ศ. 1903 Edmond Jaeger ช่างซ่อมนาฬิกาในปารีสประจำกองทัพเรือฝรั่งเศส ท้าทายผู้ผลิตนาฬิกาสวิสแบรนด์นี้ ให้พัฒนาและผลิตกลไกการทำงานที่บางเฉียบที่เขาประดิษฐ์ขึ้น Jacques-David LeCoultre หลานชายของ Antoine ซึ่งรับผิดชอบการผลิตที่บริษัท LeCoultre & Cie. ตอบรับการท้าทายในครั้งนี้ก่อให้เกิดคอลเล็กชั่นนาฬิกาพกที่บางเฉียบ ซึ่งรวมถึงนาฬิกาข้อมือที่บางที่สุดในโลกในปี ค.ศ 1907 ซึ่งติดตั้งระบบกลไกที่มีชื่อเรียกว่า LeCoultre Calibre 145 ซึ่งมีความหนาเพียง 1.38 มิลลิเมตร

จากเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ Edmond Jaeger และ Antoine LeCoultre ได้รู้จักกันและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเรื่อยมา และในระหว่างนั้น ทั้งคู่ได้ร่วมกันผลิตนาฬิกาซึ่งเป็นการนำเอา Ultra-thin Movement ที่บางเฉียบ มาผนวกเข้ากับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้อย่างลงตัว ได้แก่ Duoplan, Atmos และ Jaeger-LeCoultre Calibre 101 ซึ่งเป็นนาฬิกาที่เล็กที่สุดในโลก จนในที่สุดทั้งคู่จึงได้ควบรวมบริษัททั้งสองแห่งเข้าด้วยกันภายใต้แบรนด์ Jaeger-LeCoultre (JLC)

Jacques-David LeCoultre-ประวัติ Jaegar LeCoultre ประดิษฐกรรมแห่งการบอกเวลา

Jacques-David LeCoultre

ในปีเดียวกันนั้น Cartier ผู้ผลิตอัญมณีชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกค้าของ Jaeger ได้เซ็นสัญญากับช่างซ่อมนาฬิกาชาวปารีส โดยที่กลไกทั้งหมดที่ Jaeger ผลิตขึ้นจะเป็นเอกสิทธิ์ของ Cartier เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 15 ปี การทำงานร่วมกันระหว่าง Jaeger และ LeCoultre นำไปสู่การเปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการเป็น “Jaeger-LeCoultre” ในปี ค.ศ. 1937

ในปี ค.ศ. 1927 Jaeger LeCoultre ขายหุ้นบริษัทเป็นจำนาน 75 เปอร์เซ็นต์ให้กับบริษัท S Smith & Sons และในปี ค.ศ. 1937 ได้ทำการเปลี่ยนชื่อบริษัทอีกครั้งเป็น British Jaeger Instruments Limited โดยในรถยนต์ Bentley Speed ​​Six ซึ่งผลิตออกมาในปี ค.ศ. 1930 ก็ยังมีการติดตั้งมาตรวัดที่ผลิตโดย Jaeger และนาฬิกาโดย S. Smith & Sons

Watchmaker of Watchmaker

ถือได้ว่า Jaeger LeCoultre เป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องอย่างสูง ในวงการธุรกิจนาฬิกา ซึ่งไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงในด้านของการสร้างสรรค์ผลงานนาฬิกาที่ไม่เหมือนใครเท่านั้น แต่ยังขึ้นชื่อในเรื่องของการผลิตกลไก Movement อันมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับการยอมรับจากแบรนด์นาฬิกาที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายแบรนด์  ไม่ว่าจะเป็น  IWC , Vacheron Constantin, Patek Philippe และ Audemars Piguet

Calibre 920 - ประวัติ Jaegar LeCoultre ประดิษฐกรรมแห่งการบอกเวลา

Calibre 920

ยกตัวอย่างเช่นระบบกลไก  Calibre 920 ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของความบาง นาฬิการะดับ Holy Trinity ซึ่งประกอบไปด้วย Patek Philippe, Vacheron Constantin, และ Audemars Piguet ได้นำเอากลไกดังกล่าวไปต่อยอดให้กับแบรนด์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Calibre 28-255 ของ Patek Philippe , Calibre 1120, 1121, 1122 จาก Vacheron Constantin และ  Calibre 2120, 2121, 2122 จาก Audemars Piguet ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานจากการคิดค้นกลไกอันแสนชาญฉลาดของ Antoine LeCoultre ทั้งสิ้น

ด้วยความเชี่ยวชาญทั้งหมดที่แบรนด์นาฬิการะดับตำนาน Jaeger LeCoultre สร้างสรรค์ขึ้นทั้งหมดนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายเครื่องบอกเวลาธรรมดาเพียงเท่านั้น แต่แบรนด์ยังคงเป็นผู้นำแห่งนวัตกรรม ผู้อยู่เบื้องหลังในการคิดค้นและผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้แก่แบรนด์นาฬิกาแบรนด์ดังระดับตำนานอีกหลายแบรนด์ จนได้ฉายาว่า “Watchmaker’s Watchmaker”

ปัจจุบัน แบรนด์ Jaeger LeCoultre อยู่ภายใต้กลุ่มบริษัท Richemont กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งกุมกิจการนาฬิกาและจิวเวอรี่ รายใหญ่สัญชาติสวิส โดยมีการผลิตนาฬิกาออกมานับร้อยรุ่น ที่มีการจดสิทธิบัตร รวมถึงการออกแบบกลไกกว่าหนึ่งพันแบบ ซึ่งบริษัทได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม Richemont อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา โดยที่ตั้งของโรงงาน อยู่ในเมือง Le Sentier ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

Notable models

ประวัติ Jaegar LeCoultre ประดิษฐกรรมแห่งการบอกเวลา-Notable models

นอกจาก Jaeger LeCoultre จะทำการผลิตกลไกให้กับแบรนด์นาฬิกาชั้นนำหลายแบรนด์แล้ว ทางแบรนด์ก็ยังได้ผลิตนาฬิกาที่สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์อีกหลายต่อหลายรุ่น ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็น Iconic ของแบรนด์ มีดังต่อไปนี้

The Reverso

Roverso-ประวัติ Jaegar LeCoultre ประดิษฐกรรมแห่งการบอกเวลา

Roverso

คำว่า Roverso มาจากภาษาละติน มีความหมายว่า “ฉันหมุนกลับได้” ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1931 จากกีฬาการแข่งขัน Polo ซึ่งถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมในหมู่กษัตริย์ราชวงศ์และสังคมชั้นสูงในสมัยนั้น เนื่องจากเป็นกีฬาที่ต้องใช้ทักษะในการผสานความทุ่มเทของมนุษย์ ในการตีลูกบอลให้เข้าประตูฝ่ายตรงข้าม โดยในช่วงเวลานั้น Mr. César de Trey หนึ่งในผู้บุกเบิกแบรนด์ JLC ได้เดินทางไปประเทศอินเดีย เพื่อรับชมการแข่งขัน Polo โดย นายทหารอังกฤษนายหนึ่งที่ประจำการอยู่ที่อินเดีย ลงแข่งด้วย

หลังจบการแข่งขัน นายทหารผู้นั้นได้นำนาฬิกาข้อมือที่กระจกหน้าปัดแตกมาให้เขาดู พร้อมคำถามที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะสร้างนาฬิกาที่มีกระจกหน้าปัดอันทนทานต่อการแข่งขันกีฬาของพวกเขา เมื่อ Mr. César de Trey เดินทางกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาได้ทำการหารือกับเจ้าของบริษัท Lecoultre ซึ่งว่าจ้างให้ห้าง Jaeger S.A ทำการผลิตอีกทอดหนึ่ง

ดีไซน์เนอร์ชาวฝรั่งเศสของห้าง Jaeger นาม René-Alfred Chauvot จึงได้คิดค้นวิธีการปกป้องคริสตัลอันบอบบางในเรือนนาฬิกา ด้วยการออกแบบนาฬิกาให้ตัวเรือนสามารถหมุนได้ 180 องศาเพื่อสลับเอาหน้าปัดคริสตัลไว้ด้านล่าง และหมุนด้านหลังที่เป็นโลหะขึ้นมาแทนที่ การออกแบบขั้นสุดท้ายที่ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ทำให้ตัวเรือนสามารถหมุนในโครงยึดเพื่อปกป้องกระจกนาฬิกาได้ การออกแบบถือเป็นศิลปะอาร์ตเดโคคลาสสิก (classic of Art Deco)

 

Memovox

Memovox-ประวัติ Jaegar LeCoultre ประดิษฐกรรมแห่งการบอกเวลา

Memovox

อีกหนึ่งคอลเล็กชั่นที่โดดเด่นของแบรนด์ นาฬิกาสไตล์ Vintage ที่ตัวเรือนมาพร้อมกับตัวเรือนสี Yellow Gold หน้าปัดสีขาว เข็มหลักชั่วโมงแบบขีดสีทอง ตัวป้องกันหน้าปัดทำมาจากพลาสติกที่คุณภาพรูปทรงโดม ระบบของนาฬิกาเป็นแบบอัตโนมัติแบบโรเตอร์ครึ่งรอบ ทำให้มีเสียงปลุกที่ไพเราะกว่าเครื่องอัตโนมัติปกติ และมีกลไกเม็ดมะยมสองเม็ดสำหรับตั้งเวลาและตั้งปลุก ด้วยวัสดุต่าง ๆ ที่นำมาใช้ และเอกลักษณ์ในเรื่องของการตั้งเวลาปลุก

ประวัติ Jaegar LeCoultre ประดิษฐกรรมแห่งการบอกเวลา-นาฬิกาสไตล์ Vintage

ลักษณะเด่นอันเป็นเสน่ห์ของ Memovox อยู่ที่ความเป็นนาฬิกาข้อมือที่มีเสียง และเป็นที่ต้องการของนักสะสม เนื่องจากราคาที่ไม่สูงจนเกินไป กลไกที่โดดเด่นของมันสามารถใช้เป็นนาฬิกาปลุก การเตือนเพื่อนัดหมาย หรือแม้แต่บันทึกตารางการเดินรถ ในปี ค.ศ. 1956 Memovox ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 815 กลายเป็นนาฬิกาไขลานอัตโนมัติเรือนแรกในประวัติศาสตร์ ถือได้ว่า Memovox สะท้อนให้เห็นถึงความทรงจำผ่านกาลเวลา  คือเสน่ห์แห่งวันวานที่ส่งต่อถึงปัจจุบันอย่างแท้จริง

 

Westminster

Westminster-ประวัติ Jaegar LeCoultre ประดิษฐกรรมแห่งการบอกเวลา

Westminster

สะท้อนความเป็นตัวตนของ Jaeger LeCoultre ซึ่งมาพร้อมกับ Movement อันแสนพิเศษ ซึ่งทาง Jaeger LeCoultre  ประกาศว่า จะผลิตออกมาเพียง 18 เรือนในโลกเท่านั้น กับราคาเรือนละ 28.7 ล้านบาท ความพิเศษที่มาพร้อมกับราคาอันสูงลิบเช่นนี้ ประกอบด้วย กลไกอันสลับซับซ้อนที่สุดที่ทางแบรนด์เคยคิดค้นขึ้นมา

นาฬิกาที่มาพร้อมกับสุดยอดความซับซ้อน ของกลไก Tourbillon และ Minute repeater ในเรือนเดียวกัน ที่สามารถบรรเลงเป็นบทเพลง Westminster Carillon ซึ่งเป็น Melody ที่มีชื่อเสียงมาจากหอนาฬิกา Big Ben ความปราณีตในการขัดแต่งตัวเรือนและการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะชั้นสูงไว้บนหน้าปัดอีนาเมล ซึ่งรวมความสวยงามอันแสดงออกมาเฉกเช่นงานศิลปะ อันผสมผสานไปด้วยความซับซ้อนของกลไกอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

ประวัติ Jaegar LeCoultre ประดิษฐกรรมแห่งการบอกเวลา-The Watchmaker of Watchmakers

ทั้งหมดนี้คือ ประวัติ Jaegar LeCoultre การเดินทางอันยาวนานของอีกหนึ่งแบรนด์นาฬิกาแห่งประวัติศาสตร์ ตัวแทนแห่งความบ้าบิ่นแห่งการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีกลไกสลับซับซ้อนที่สุด ซึ่งนอกจากจะเป็นผลงานตัวแทนแห่งเครื่องบอกเวลาแล้ว ยังนับว่าเป็นนวัตกรรมและงานศิลปะอันล้ำค่า การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งของ “ประดิษฐกรรมแห่งการบอกเวลา” ด้วยระยะทางที่พิสูจน์แล้วว่า Jaegar LeCoultre เหมาะสมกับฉายา “The Watchmaker of Watchmakers” อย่างแท้จริง

รัก
xoxo

KATE