To top
13 มี.ค.

ประวัติแบรนด์ BVLGARI ย้อนร้อยอัญมณีชั้นสูงของอิตาลี

BVLGARI (บุลการิ) แบรนด์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องการทำอัญมณี ด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์ ที่มีการผสมผสานระหว่างศิลปะของกรีกโรมันเข้าด้วยกัน ใครจะรู้ว่าจากร้านเครื่องเงินเก่าแก่ธรรดา จะกลายเป็นเจ้าแห่งอัญมณีชั้นสูงที่นิยมไปทั่วโลกได้ เราจะนำท่านไปทำความรู้จักกับ ประวัติแบรนด์ BVLGARI ย้อนรอยตำนานเครื่องประดับรูปงู อัญมณีเครื่องรางที่มีความสร้างสรรค์สวยงาม และมีความล้ำค่าเหนือกาลเวลา

 

จุดเริ่มต้นของ BVLGARI

ประวัติแบรนด์ BVLGARI เริ่มต้นจาก นาย โซเทริโอ บุลการิ (Sotirio Bulgari) ชายซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของกรีก ที่หมู่บ้าน Kalarites โซเทริโอเป็นช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการทำเครื่องประดับจากเงิน และเครื่องเงินโบราณ เขาได้อพยพมาอยู่ที่อิตาลีในปี ค.ศ. 1880 และอีกสี่ปีต่อมา เขาก็ได้เปิดร้านเครื่องประดับบนถนน Via Sistina ในกรุงโรม เป็นแห่งแรก

ด้วยฝีมือการทำเครื่องประดับที่ปราณีต มีสไตล์ที่โดดเด่น มีการสร้างสรรค์เครื่องประดับจากสีสันที่สดใสของหินสีและอัญมณี ทำให้ BVLGARI สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอิตาลีในด้านความเป็นเลิศของการทำเครื่องประดับ รวมทั้งแบรนด์เองก็ได้พัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับอัญมณีตามจักรราศี ถือเป็นภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของแบรนด์ BVLGARI

 

โซเทริโอ บุลการิ (Sotirio Bulgari)

โซเทริโอ บุลการิ (Sotirio Bulgari)

 

จากเครื่องเงินเก่าแก่สู่อัญมณีชั้นสูง

เครื่องประดับเงินที่ปราณีตซึ่งสร้างขึ้นโดย โซเทริโอ บุลการิ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เดินทางมายังกรุงโรม ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมชมวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่น ทำให้ธุรกิจเครื่องประดับของเขาประสบความสำเร็จ หลังจากการเปิดร้านแรกที่ Via Sistina  โซเทริโอ บุลการิ ก็ได้เปิดร้านค้าแห่งใหม่อีกหลายแห่ง ทั้งใน Via Condotti และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ

โซเทริโอ บุลการิ มี ลูกชายสองคน คือ โจรโจ่ บุลการิ (Giorgio Bulgari) และ คอสแตนติโน่ บุลการิ (Costantino Bulgari) พวกเขาทั้งคู่ได้เข้าร่วมธุรกิจเครื่องประดับของครอบครัว และมองเห็นช่องทางในการพัฒนาธุรกิจ โจรโจ่และคอสแตนติโน่ เสนอแนวคิดที่จะสร้างจุดยืนของแบรนด์ ให้มุ่งเน้นไปที่การผลิตเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง เพื่อที่ธุรกิจจะได้เติบโตมากขึ้น

ช่วงต้นของการทำเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูงเริ่มเมื่อปี ค.ศ. 1920 ด้วยการนำทองคำขาว มาประดับด้วยเพชรที่เจียระไนเป็นรูปทรงเรขาคณิต และการออกแบบสไตล์ Art Déco (อลังการศิลป์) แบรนด์ BVLGARI เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เนื่องจากสไตล์การออกแบบเครื่องประดับที่เป็นศิลปะแบบอิตาเลียนแท้ พร้อมกับเครื่องประดับเฉดสีเหลืองทองให้ความรู้สึกหรูหรา ทำให้เอกลักษณ์ของแบรนด์เริ่มโดดเด่นและชัดเจนมากขึ้น

เครื่องประดับ BVLGARI เฉดสีเหลืองทองที่สดใส

เครื่องประดับ BVLGARI เฉดสีเหลืองทอง

ในช่วงปี ค.ศ. 1940 สินค้าที่โดดเด่นที่สุดของแบรนด์ BVLGARI แน่นอนว่าหนีไม่พ้นกำไลรูปงู Serpenti ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากตำนานโบราณและเรื่องเล่าเกี่ยวกับงู ตีความหมายออกมาว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญา การเกิดใหม่ และความมีชีวิตชีวา ดังนั้น BVLGARI จึงหยิบยกลวดลายของงูมารังสรรค์เป็นนาฬิกาอัญมณี และกำไรข้อมือ หลายองค์ประกอบของงูถูกจำลองแบบขึ้นเป็นตัวเรือน ทั้งการทำอัญมณีเลียนแบบเกล็ดของงู และส่วนของนาฬิกาถูกซ่อนไว้ในหัวของงูซึ่งมีเอกลักษณ์การดีไซน์เฉพาะตัว

Bulgari Serpenti

Bulgari Serpenti

 

การปรับโฉมนาฬิกา Serpenti สู่ Item ยอดนิยมแห่งยุค

การปรับโฉมรูปแบบของนาฬิกา Serpenti ใหม่ในคอลเลคชั่นปี 2018 โดยแนวคิดการออกแบบเหมือนกับกำไล Tubogas ตัวเรือนนาฬิกาที่ขดม้วนราวกับตัวงูนั้นทำจาก ทองคำ ทองคำขาว และพิงค์โกลด์ เป็นการผสมผสานของทองคำทั้งสามชนิดที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัว ส่วนหน้าปัดที่ดีไซน์ให้คล้ายกับหัวของงูนั้นประดับด้วยเพชรทั้งหมด 38 เม็ด นาฬิกางูเรือนนี้สร้างเสน่ห์ ความเย้ายวนใจจนทำให้เป็นที่นิยมของผู้คนมากมาย และยิ่งตอกย้ำชื่อเสียงในด้านการออกแบบที่โดดเด่น สง่างามและหรูหรา ของแบรนด์ BVLGARI

นาฬิกา Serpenti

นาฬิกา Serpenti

 

Daring Colours อีกขั้นของอัญมณีจากหิน

ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 BVLGARI ได้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการนำเสนออัญมณีที่สร้างขึ้นจากหินสีนานาชนิด คุมสีด้วยโทน Daring Colour และ Cabochon ใช้การเจียระไนเพชรแบบโบราณที่เรียกว่าเทคนิค “หลังเบี้ย” เพื่อตกแต่งให้อัญมณีมีสีสันสดใส จนกลายมาเป็นจุดเด่นของแบรนด์

la dolce vita

la dolce vita

ด้วยความโด่งดังของภาพยนตร์เรื่อง La Dolce Vita ที่ใช้ย่าน Via Condotti เป็นโลเคชั่นถ่ายทำของหนัง ทำให้กลายเป็นสถานที่พบปะกันของเหล่าดาราภาพยนตร์ และหมู่ชนชั้นสูง ส่งผลให้ร้านค้าต่างๆ ในย่านนี้เฟื่องฟู รวมถึงร้านของ BVLGARI ด้วย จึงทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ไม่นานบริษัทก็ได้ขยายตัวไปทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกา ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970

หนึ่งในเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงในเวลานั้น คือ สร้อยคอทองคำประดับด้วยพลอย ทับทิม และเพชร มีจี้แปดเหลี่ยมทำด้วยมรกตที่ถูกเจียระไนแบบ Cabochon เป็นการเจียระไนแบบเบี้ยหลังเต่า ล้อมรอบไปด้วยทับทิมและเพชรที่เจียระไนเป็นรูปทรงเรขาคณิต ซึ่ง BVLGARI ได้รับแรงบันดาลใจจากการตกแต่งลวดลายอนุสาวรีย์ๆ ในกรุงโรม ซึ่งเป็นงานดีไซน์สไตล์เฉพาะตัวของแบรนด์ จี้ตัวนี้สามารถถอดออกเป็นเข็มกลัดได้ รวมแล้วน้ำหนักอัญมณีที่ตัวสร้อยอยู่ที่ 44 กะรัต และน้ำหนักอัญมณีที่ตัวจี้อยู่ที่ 60 กะรัต

สร้อยคอทองคำประดับด้วยพลอย ทับทิม และเพชร

 

Modular อัญมณีที่ฉีกกฎ

ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ถึง 1990 BVLGARI ยังคงคิดค้นและเปิดตัวอัญมณีที่โดดเด่นอยู่หลายชิ้น อย่างเช่น Chandra Collection ที่ทำจาก Porcelain สีขาวตกแต่งด้วยอัญมณีสีสันสดใส กระเป๋า Melon Evening Bag ที่ทำจากทองคำประดับตกแต่งด้วยไพลิน และเพชร, สร้อยคอทองคำที่ประดับตกแต่งด้วยเส้นไหม ไพลิน ทับทิม และเพชร จากการสร้างสรรค์เครื่องประดับอัญมณีด้วยแนวความคิดที่โดดเด่น มีความเป็นเอกลักษณ์จึงทำให้ความ Luxury ถูกเผยออกมา

ชุดเครื่องประดับอัญมณี Modular

ชุดเครื่องประดับอัญมณี Modular

 

กรุงโรมแหล่งแห่งแรงบันดาลใจ

ตั้งแต่ปี 1884 เป็นต้นมา BVLGARI ได้ค้นพบแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจจากอนุสาวรีย์ และสมบัติทางสถาปัตยกรรมในกรุงโรม ความงดงามของกรุงโรม ได้ถูกถอดรหัสกลายมาเป็นอัญมณีของ BVLGARI อยู่หลายชิ้น เปรียบได้ว่าเรื่องราวของกรุงโรมสามารถบอกเล่าเป็นเรื่องราวของ ประวัติแบรนด์ BVLGARI ด้วยเช่นกัน

การตีความรูปทรงลักษณะของ โคลอสเซียม (Colosseum) อันงดงามแห่งกรุงโรม นำมาสู่การถอดรหัสให้กลายเครื่องประดับที่โดดเด่นและงามสง่าอย่าง Tubogas B.zero 1 ด้วยการออกแบบที่นำสมัย การสลักชื่อแบรนด์ BVLGARI ลงบนเครื่องประดับ เป็นการแสดงถึงความเป็นเจ้าของ และสะท้อนถึงภาษาละตินคลาสสิคได้อย่างลงตัว