To top
14 ม.ค.

ประวัติแบรนด์ Louis Vuitton 162 ปี สู่แบรนด์อันดับ 1

หากพูดถึง ประวัติแบรนด์ Louis Vuitton (หลุยส์ วิตตอง) เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึง Luxury Brand เครื่องหนังอันหรูหรา  สัญลักษณ์ของความฟู่ฟ่าที่เราคุ้นหูคุ้นตากันดี แต่จุดเริ่มต้นของ Monsieur Louis Vuitton ผู้ก่อตั้งแบรนด์นั้น ไม่ได้สวยหรูและราบรื่นดังเช่นที่เห็นในปัจจุบัน วันนี้เราจะพาทุกคนนั่งไทม์แมชีนย้อนอดีตไปเมื่อ 162 ปีที่แล้ว ไปทำความรู้จักกับ มองซิเออร์ หลุยส์    วิตตอง อย่างละเอียด อะไรที่ทำให้คนธรรมดาคนนึงจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน ประสบความสำเร็จ และก่อนจะมาเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีชื่อเสียงมาจนถึงทุกวันนี้ ได้ผ่านร้อนผ่านหนาว มีประวัติอะไรน่าสนใจบ้าง

มองซิเออร์ หลุยส์ วิตตอง

มองซิเออร์ หลุยส์ วิตตอง

ประวัติแบรนด์ Louis Vuitton เริ่มต้นจาก มองซิเออร์ หลุยส์ วิตตอง (Monsieur Louis Vuitton) เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ในปี ค.ศ.1821 ที่เมือง Anchay (อังเชย์) เมืองชนบทเล็กๆ เขต Jura ในหุบเขาทางด้านตะวันออกของฝรั่งเศส ครอบครัวของหลุยส์เป็นชนชั้นแรงงาน บิดาชื่อ ฟรานเซียส ซินเวียร์ วิตตอง (François Xavier Vuitton) มีอาชีพเป็นชาวไร่ มารดาชื่อ มารี โคโรน เจอร์ราท (Marie Coroné Gaillard) เป็นช่างทำหมวกผู้หญิง

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1831 ขณะที่หลุยส์ อายุได้เพียง 10 ขวบ แม่ของเขาก็มาด่วนจากไป ไม่นานนักหลังการเสียชีวิตของแม่ พ่อของเขาก็แต่งงานใหม่ และชีวิตที่เป็นดั่งละครน้ำเน่า ปัญหาแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงได้เกิดขึ้นกับตัวเขา หลุยส์เบื่อเต็มทีกับชีวิตที่ซ้ำซากจำเจเช่นนี้ จึงตัดสินใจครั้งใหญ่ ครั้งที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิตเค้าไปตลอดกาล

 

ออกเดินเท้าสู่กรุงปารีส

ในปี ค.ศ.1835 เด็กชาย หลุยส์ วิตตอง ในวัยเพียง 14 ปี ออกเดินเท้าจากบ้านเกิดในเมืองอังเซย์ ไปเริ่มชีวิตใหม่ที่กรุงปารีส โดยจากอังเซย์ถึงปารีสมีระยะทางประมาณ 292 ไมล์ เขาใช้เวลาเดินทาง 2 ปี โดยทำงานพิเศษระหว่างทางเพื่อแลกกับค่าใช้จ่ายต่างๆ และอาศัยหลับนอนพักผ่อนตามเพิงเท่าที่จะหาได้ หลุยส์เดินทางถึงมหานครปารีส เมื่อปี ค.ศ. 1837 ในขณะนั้นเขามีอายุ 16 ปี

ระหว่างการเดินทาง หลุยส์ได้มีโอกาสฝึกงานกับ มองซิเออร์ มาแชล (Monsieur Marechal) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นช่างทำกล่องและหีบขนของที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคนั้น ด้วยความที่เขาเป็นคนขยันและใฝ่รู้ เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการทำหีบสำหรับบรรจุสัมภาระ ฝึกฝนจนทำให้ฝีมือพัฒนาจนถึงระดับที่มีชื่อเสียง และเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง รวมไปถึงมีโอกาสได้รู้จักกับบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายอาชีพด้วย

Monsieur Marechal

Monsieur Marechal ช่างทำกล่องและหีบ ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น

 

ชื่อเสียงและจุดเปลี่ยนในชีวิต

เวลาผ่านไปไม่นานนัก ขณะนั้นกษัตริย์นโปเลียนที่ 3 (Napoleon Bonaparte) ปกครองประเทศ ด้วยชื่อเสียงที่เริ่มแผ่กว้างไปของหลุยส์ ทำให้เขาได้มีโอกาสเข้าไปถวายงานให้กับราชินี ยูจีเนียร์ เดอ มอนติโจ (Eugenia de Montijo) ชายาในกษัตริย์นโปเลียนที่ 3 ในปี ค.ศ. 1852 ในขณะที่หลุยส์อายุได้ 30 ปี โดยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวดูแลกล่องเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับเสื้อผ้าราคาแพงของเธอ และนั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของหลุยส์

หลังจากนั้น ชื่อของ “หลุยส์ วิตตอง” ก็กลายเป็นที่รู้จักของเหล่าชนชั้นสูงในฝรั่งเศสในฐานะคนทำกระเป๋าเดินทางสุดหรู นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้มีโอกาสรับใช้และบริการลูกค้าระดับราชวงศ์และชนชั้นสูงมากมาย หีบเก็บของที่ทำขึ้นโดย หลุยส์ วิตตอง กลายเป็นของที่มีราคาและถูกตีค่าเป็นสัญญลักษณ์ของความหรูหราและมีระดับ ไม่นานนัก ชื่อเสียงของหลุยส์ก็โด่งดังเปรี้ยงปร้างเป็นที่รู้จักทั่วยุโรปอย่างรวดเร็ว

Asnières workshops, circa 1888, when the company employed 30 people

Louis Vuitton Trunks

 

การแต่งงานและการเริ่มธุรกิจ

ในปี ค.ศ. 1854 เป็นปีที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย เป็นปีที่หลุยส์ ได้พบเจอกับคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเขา Clemence-Emilie Parriaux สาวน้อยวัย 17 ปี หลุยส์กับเอมิลี่ แต่งงานกันเมื่อ วันที่ 22 เมษายน ปี ค.ศ. 1854 หลังจากแต่งงานไม่กี่เดือน หลุยส์ได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของ มอลซิเออร์ มาแชล (รวมเวลาทั้งหมดที่ทำงานร่วมกับมาแชลเป็นเวลาทั้งสิ้น 17 ปี)

หลุยส์ได้เปิดธุรกิจทำหีบของเขาเอง ที่ถนนเนิฟ เด คาปูซีน (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ โอเปร่าเฮ้าส์ ปารีส) โดยมีป้ายติดหน้าร้านเป็นการโฆษณาว่า “Securely packs the most fragile objects. Specializing in packing fashions.” ทั้งนี้ หลุยส์และเอมิลี่มีโซ่ทองคล้องใจด้วยกัน 3 คน ได้แก่ จอร์จ วิตตอง (Georges Vuitton) และน้องชายฝาแฝด  ปิแอร์ (Pierre) และ จีน (Jean)

"Securely packs the most fragile objects. Specializing in packing fashions."

ป้ายโฆษณาติดหน้าร้านของ หลุยส์ วิตตอง

ในสมัยนั้น การคมนาคมหลักๆยังใช้การเดินทางด้วยรถม้า การโดยสารทางเรือ และการเดินทางโดยรถไฟอยู่ ทำให้การเคลื่อนย้ายสัมภาระยังเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากกระเป๋าเก็บสัมภาระมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ทำให้สิ่งของเกิดความเสียหายระหว่างเคลื่อนย้ายบ่อยครั้ง เป็นเหตุให้นักเดินทางสมัยนั้น มองหาหีบที่สามารถจัดเก็บเสื้อผ้าและเครื่องประดับหรูหราราคาแพงได้อย่างปลอดภัย

ซึ่งหีบของหลุยส์ วิตตองตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี นั่นทำให้หีบของเขาได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยการออกแบบหีบที่ไม่เหมือนใคร โดยในปี ค.ศ. 1858 ได้มีการเปิดตัวหีบรุ่นใหม่ Grey Trianon Canvas ที่ทำจากผ้าใบสีเทาแทนการใช้หนัง ทำให้หีบมีน้ำหนักเบาขึ้นแถมยังสามารถกันน้ำและป้องกันกลิ่นอีกด้วย อีกอย่างหนึ่งที่เป็นจุดขายคือ ตัวหีบมีรูปทรงเป็นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า แทนหีบแบบเก่าที่เป็นรูปโดม ฝาหีบและก้นหีบแบนราบ เพื่อความสะดวกในการนำมาวางซ้อนกัน และง่ายต่อการขนส่งเคลื่อนย้ายระหว่างเดินทาง

1870s Louis Vuitton Grey Trianon Canvas Trunk

หีบ Louis Vuitton Grey Trianon Canvas

การตอกหมุดยึดผ้าใบเข้ากับหีบ ก็ทำได้อย่างสวยงาม เก็บรายละเอียดการเข้ามุมหีบด้วยโลหะเพื่อเสริมความแข็งแกร่งป้องกันการกระแทก อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ประทับใจและหันมาให้ความสนใจกับหีบของหลุยส์ นั่นก็คือ การออกแบบภายในของหีบที่แบ่งเป็นสัดเป็นส่วน ง่ายต่อการจัดเก็บสัมภาระและสามารถนำของออกมาใช้ได้อย่างสะดวกสบาย กล่าวได้ว่า หีบของหลุยส์ วิตตอง เป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางสมัยใหม่เลยทีเดียว

หีบ Louis Vuitton

จุดขายของหีบ ที่ภายในแบ่งเป็นสัดส่วน

ความสำเร็จของกิจการหีบหลุยส์ วิตตองเป็นไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการคมนาคมที่ทันสมัยมากขึ้น ก่อเกิดความต้องการใช้หีบเดินทางมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้หลุยส์ตัดสินใจขยายกิจการของเขา โดยในปี ค.ศ. 1859 เขาได้เปิดโรงงานผลิตที่ใหญ่ขึ้น ณ เมือง Asnieres ไม่ไกลจากประตูปารีสนัก (the gates of Paris) และแน่นอน ธุรกิจของเขาดังเปรี้ยงปร้าง ลูกค้าของเขาไม่ได้มีแค่ราชวงศ์หรือผู้สูงศักดิ์ในฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังรวมถึง Isma’il Pasha ซึ่งเป็นอุปราชของอียิปต์อีกด้วย

new workshops in Asnières

โรงงานผลิตใหม่ ณ เมือง Asnieres

อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1870 ธุรกิจของหลุยส์ก็ต้องหยุดชะงักเนื่องจากสงครามนองเลือด Franco-Prussian ที่ทำลายอาณาจักรฝรั่งเศส และเมื่อมันสิ้นสุดเมื่อวันที่ 28 มกราคม ปี ค.ศ. 1871 ผลกระทบของสงครามครั้งนี้ทำให้โรงงานของหลุยส์เสียหาย ลูกน้องกระจัดกระจายสาบสูญ อุปกรณ์การทำกระเป๋าของเขาถูกขโมย แทบจะไม่เหลืออะไรเลย แต่ถึงกระนั้น ด้วยความดื้อดึงและไม่ยอมแพ้ จิตวิญญาณนักสู้ทำให้หวนนึกถึงวันที่เขาเดินเท้าจากบ้านเกิดมาเกือบ 300 ไมล์เพื่อทำตามความฝันเมื่ออายุ 14 ปี

และนั่นทำให้ไฟในตัวเขาลุกโชนขึ้นมาและสู้เพื่อดำเนินธุรกิจต่อ ในเวลาไม่ถึงเดือน ร้านใหม่ของเขาก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ที่ 1 Rue Scribe ในเมื่อเปิดร้านขึ้นมาใหม่ ฉะนั้นวิสัยทัศน์ก็ต้องใหม่ตามไปด้วย ด้วยความที่ตั้งของร้านอยู่ใจกลางเมืองปารีสใหม่ รายล้อมไปด้วยกลุ่มคนไฮโซและกลุ่มคนชั้นสูง ในปี ค.ศ. 1872 หลุยส์จึงตัดสินใจออกแบบหีบใหม่ ผสมผสานกับผ้าใบสีเบจตัดกับสายคาดสีแดง เรียบง่ายและดูดี หีบดีไซน์ใหม่ของเขาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นสัญญลักษณ์ของคว