To top
7 พ.ค.

Chanel Bag กับ 10 อันดับกระเป๋ายอดนิยมตลอดกาล

Chanel Bag ถือได้ว่าเป็นที่สุดของ ITEM ที่สาวๆ หลายคนปรารถนาอยากได้มาครอบครอง เมื่อกล่าวถึงแบรนด์คลาสสิคระดับโลกอย่าง Chanel แล้ว แน่นอนว่าคงเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ ที่หลายๆ คนนึกถึง ด้วยดีไซน์กระเป๋าที่หรูหรามีระดับ รวมถึงชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องความหรูหรา สวยงามแล้ว ยังคงเป็นของที่มีคุณค่า ที่เมื่อเก็บไว้นานวันยังสามารถเพิ่มมูลค่าในตัวได้อีก ในบทความนี้จะนำเสนอกระเป๋า 10 รุ่นยอดนิยมจาก Chanel ที่ขึ้นชื่อว่าหายากและได้รับความนิยมอย่างสูงจนติดอันดับกระเป๋ายอดฮิตตลอดกาล จะมีรุ่นไหนบ้างนั้น ตามมาเลยค่ะ                                                     

Chanel Classic Flap

Chanel Classic Flap Bag กระเป๋ารุ่นคลาสสิค ซึ่งเป็นที่หลงไหล และใฝ่ฝันของสาวๆ มาทุกยุคทุกสมัย กับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ หรูหรา โดยได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากกระเป๋ารุ่น Chanel 2.55 ถูกนำมาดีไซน์ใหม่ในปี ค.ศ. 1983 โดย คาร์ล ลาเกอร์เฟล (Karl Lagerfeld) มีการดัดแปลงตัวล็อคแบบใหม่เป็นรูปตัว C ไขว้ หรือที่เรียกว่า CC turn-lock ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทั่วโลกยอมรับ

chanel classic flap bag

Classic Flap Bag มีการพัฒนาดีไซน์และรูปลักษณ์ใหม่ๆ ออกมาเป็น Seasonal ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัสดุหนัง สีสีน อะไหล่ Hardwear ที่มีออกมาหลากหลาย การเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคทันสมัยนี้ เป็นการสร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าสาวกแฟชั่นไม่น้อย ทำให้ Classic Flap ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในกระเป๋ายอดฮิต ที่สาวๆ ใฝ่ฝันอยากได้มาครอบครองมากที่สุด ในปัจจุบัน Chanel Classic Flap มีด้วยกันทั้งหมด 4 ขนาด โดยมีขนาดดังต่อไปนี้

  • Small : 23 x 14 x 6.5 เซนติเมตร (9.3 x 5.7 x 2.6 นิ้ว) ราคาปัจจุบันอยู่ที่ US$3,500 หรือประมาณ 113,939 บาท
  • Medium : 25 x 18 x 7.5 เซนติเมตร (10 x 6.3 x 3 นิ้ว) ราคาปัจจุบันอยู่ที่ US$5,800 หรือประมาณ 188,814 บาท
  • Jumbo : 30 x 21 x 10 เซนติเมตร (11.8 x 7.9 x 3.9 นิ้ว) ราคาปัจจุบันอยู่ที่ US$6,400 หรือประมาณ 208,346 บาท
  • Maxi : 33 x 58 x 10 เซนติเมตร (13.4 x 9.1 x 3.9 นิ้ว) ราคาปัจจุบันอยู่ที่ US$6,900 หรือประมาณ 224,623 บาท

 

Chanel 2.55

อีกหนึ่งกระเป๋าระดับตำนาน ซึ่งหากเป็นผู้หลงไหลในประวัติศาสตร์และเป็นเหล่าสาวกชาแนลด้วยแล้วนั้น น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก Chanel 2.55 กระเป๋ารุ่นนี้ได้รับการออกแบบครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ. 1929 โดย กาเบรียล บอนเนอร์ ชาแนล (Gabrielle Bonheur Chanel) หรือ โคโค่ ชาแนล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ลักษณะเป็นกระเป๋าถือที่ทำจากหนัง มีลายข้าวหลามตัด

Chanel 2.55 ออกจำหน่ายครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ. 1955 เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อรุ่น “2.55” ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 ซึ่งเป็นปีที่กระเป๋ารุ่นนี้มีอายุครบรอบ 50 ปี คาร์ล ลาเกอร์เฟล (Karl Lagerfeld) ได้ทำการดัดแปลงรายละเอียดเล็กน้อยจากรุ่นดั้งเดิม โดยเพิ่มคำว่า “Reissue” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับกระเป๋ารุ่นประวัติศาสตร์รุ่นนี้

Chanel 2.55

ปัจจุบัน กระเป๋ารุ่น Chanel 2.55 มีทั้งหมด 4 ขนาด โดยมีชื่อเรียกแต่ละรุ่นเป็นตัวเลข ซึ่งมีขนาดดังต่อไปนี้

  • Reissue224 : 20 x 14.5 x 7.5 เซนติเมตร (5.7 x 7.9 x 3 นิ้ว) ราคาปัจจุบันอยู่ที่ US$5,200 หรือประมาณ 169,280 บาท
  • Reissue225 : 20 x 14.5 x 7.5 เซนติเมตร (6.3 x 9.4 x 3 นิ้ว) ราคาปัจจุบันอยู่ที่ US$5,600 หรือประมาณ 182,296 บาท
  • Reissue226 : 28 x 19 x 6 เซนติเมตร (6.7 x 11 x 3.3 นิ้ว) ราคาปัจจุบันอยู่ที่ US$6,200 หรือประมาณ 201,827 บาท
  • Reissue227 : 31.5 x 20 x 10 เซนติเมตร (7.5 x 12.6 x 3.7 นิ้ว) ราคาปัจจุบันอยู่ที่ US$6,700 หรือประมาณ 218,104 บาท

Chanel 2.55 Reissue ได้กลายเป็นซิกเนเจอร์อีกชิ้นหนึ่งของแบรนด์ชาแนล ที่เหล่าบรรดาสาวๆ ทั่วโลกต่างก็อยากมีไว้กันในครอบครองแทบทั้งสิ้น เป็นกระเป๋าสุดหรู ที่รวบรวมทั้ง ความงาม คุณค่า แรงบันดาลใจ และยังคงชื่อเสียงไว้ มาจนถึงปัจจุบัน

 

Chanel Boy

Chanel Boy กระเป๋าที่กลายเป็น Iconic Bag และได้รับความสนใจจากโลกแฟชั่นในทันที หลังจากการเปิดตัวไม่นานนัก ในงานแฟชั่นโชว์ Fall/Winter Ready-To-Wear Collection ของ Chanel ในปี ค.ศ. 2011 ด้วยรูปทรงคลาสสิค สะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็น ดีไซน์โดย คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ (Karl Lagerfeld) ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระเป๋าใส่กระสุนปืนของนักล่าสัตว์ โดยใน 1 ปี ทาง Chanel จะนำเสนอกระเป๋า Chanel Boy ในรูปแบบใหม่ๆ ทั้งดีไซน์ สไตล์ และวัสดุที่ใช้ตัดเย็บกระเป๋า มากถึง 4 ครั้งด้วยกัน

Chanel Boy เป็นกระเป๋าสไตล์โมเดิร์นที่ฉีกออกจากกรอบความคลาสสิคของชาแนล ตัวกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สายสะพายโซ่ที่มีขนาดกว้าง ตัวอะไหล่ที่ออกแบบมาให้ดูแข็งแรง ตัวล็อคที่ออกแบบมาละม้ายคล้ายตัวต่อเลโก้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของ Chanel ในการถ่ายทอดความทันสมัย หรูหรา แต่แฝงไปด้วยความทะมัดทะแมง เป็นกระเป๋าที่ผสมผสานทั้งความเป็นผู้ชายและผู้หญิงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้ Chanel Boy ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งกระเป๋าแบรนด์เนมสุดฮิต ที่สาวๆ หลายคนหวังที่จะได้ครอบครอง

ปัจจุบัน Chanel Boy มีจำหน่ายอยู่ 4 ขนาดด้วยกัน โดยมีขนาดดังต่อไปนี้

  • Small : 20 x 12 x 8 เซนติเมตร (7.9 x 4.7 x 3.1 นิ้ว) ราคาปัจจุบันอยู่ที่ US$4,600 หรือประมาณ 149,744 บาท
  • Medium : 25 x 15 x 9 เซนติเมตร (9.8 x 5.9 x 3.5 นิ้ว) ราคาปัจจุบันอยู่ที่ US$5,000 หรือประมาณ 162,765 บาท
  • New Medium : 28 x 18 x 9 เซนติเมตร (11 x 7 x 3.5 นิ้ว) ราคาปัจจุบันอยู่ที่ US$5,500 หรือประมาณ 179,042 บาท
  • Large : 30 x 21 x 10 เซนติเมตร (11.8 x 8.3 x 3.9 นิ้ว) ราคาปัจจุบันอยู่ที่ US$5,500 (ราคาอ้างอิงเมื่อปีค.ศ.2018) หรือประมาณ 179,042 บาท

 

Chanel Grand Shopping Tote

Chanel Grand Shopping Tote หรืออีกชื่อเรียกที่คุ้นหู “GST” ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่น Classic Flap ชื่อเสียงของใบนี้เริ่มต้นจากประเทศสหรัฐอเมริกา แผ่กระจายจนมาถึงฝั่งยุโรป แอฟริกา จีน และญี่ปุ่น เป็นกระเป๋าที่แสดงออกถึงความเป็น Chanel อย่างเต็มเปี่ยม เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกระเป๋าทรง Tote สุดฮอตที่หลายๆ คนฝันจะได้ครอบครองเป็นเจ้าของ

Chanel Grand Shopping Tote

ดีไซน์กระเป๋ารูปทรงสี่เหลี่ยม พร้อมด้วยลาย Diamond Pattern หรือลายข้าวหลามตัดอันเป็นเอกลักณ์ มาพร้อมกับสายสะพายโซ่ ด้านในตัดเย็บจากวัสดุผ้าชั้นดี ภายในกว้างขวาง ด้านหลังของกระเป๋ามีช่องเล็กสำหรับใส่ของเพื่อความสะดวกสบายในการหยิบจับใช้สอย มีด้วยกัน 3 ขนาดคือ

  • ขนาดเล็ก PST (Petit Shopping Tote) : 24 x 25.5 x 9 เซนติเมตร (9.25 x 9.5 x 3.25 นิ้ว)
  • ขนาดกลาง GST (Grand Shopping Tote) : 25.5 x 33 x 13.5 เซนติเมตร (10 x 13 x 5.25 นิ้ว)
  • ขนาดใหญ่ XL (Extra Large) : 26 x 40 x 15 เซนติเมตร (10.5 x 16 x 6 นิ้ว)

ปัจจุบัน Chanel Grand Shopping Tote ยกเลิกการผลิตกระเป๋าทุกขนาดมาตั้งแต่ ค.ศ. 2015 ราคาของกระเป๋าแต่ละ Size ในตลาดซื้อขายมือ 2 จะแตกต่างกันออกไปโดยขึ้นอยู่กับสภาพของกระเป๋า แต่กระนั้นความนิยมในกระเป๋ารุ่นนี้ก็ยังคงไม่เสื่อมคลาย ทั้งยังคงเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่องสำหรับนักสะสม ผู้หลงไหลในเสน่ห์ของแฟชั่นอมตะของแบรนด์ Chanel ซึ่งรักษาความสมดุลระหว่างแฟชั่นและการใช้งานที่เข้ากันได้