To top
13 Dec

เปิดประวัติ Pharrell Williams และอิทธิพลทางโลกแฟชั่น

เปิดประวัติ Pharrell Williams และอิทธิพลทางโลกแฟชั่น หลาย ๆ คน อาจรู้จักชื่อของเขา ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ ภายใต้อาชีพโปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง แร็ปเปอร์ และนักร้องชาวอเมริกัน ผู้โด่งดัง รวมถึงมีชื่อเสียงและผลงานมากมาย ล่าสุดความสามารถอันหลากหลายของเขา ได้เข้าตาแบรนด์หรูสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Louis Vuitton และแต่งตั้งเขาในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นสุภาพบุรุษคนล่าสุด อะไรที่ทำให้แบรนด์ระดับโลกหันมาสนใจชายผู้นี้ KATEXOXO มีคำตอบ

ใครคือ Pharrell Williams ?

Pharrell Lanscilo Williams (ฟาร์เรลล์ แลนสซิโล วิลเลียมส์) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ฟาร์เรลล์ มีชื่อเล่นที่เรียกกันในหมู่เพื่อนสนิทว่า Pha-real , Lil’Skateboard P , P Willy เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน ปี ค.ศ. 1973 ในเมืองเวอร์จิเนียบีช รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเป็นโปรดิวเซอร์ นักร้อง แร็ปเปอร์ นักแต่งเพลง นักธุรกิจ และนักสเก็ตบอร์ด เป็นที่รู้จักจากผลงานเพลงฮิตมากมาย เช่น “Happy”, “Get Lucky”, “I Will Always Love You” และ “Blurred Lines”

ฟาร์เรลล์ เป็นบุตรของ Pharoah Williams และ Caroline Randall Williams ปัจจุบัน สมรสกับ Helen Lasichanh นางแบบและแฟชั่นนิสต้าสัญชาติอเมริกัน ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม ปี ค.ศ. 2013 โดยมีบุตรและธิดารวมกันทั้งสิ้น 4 คน

ฟาร์เรลล์ สนใจดนตรีตั้งแต่วัยเด็ก เขาเริ่มเป็นนักดนตรีตั้งแต่อายุ 12 ขวบโดยเริ่มจากเป็นนักดนตรีเครื่องเล่นประเภทเคาะจังหวะให้กับวงของโรงเรียน ที่ซึ่งเขาได้พบกับ แชด ฮิวโก (Chad Hugo) ผู้ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นคู่หูในการก่อตั้งวงดนตรีเป็นของตัวเอง โดยฟาร์เรลล์ ได้มองเห็นจิตวิญญาณในด้านการเป็นนักเป่าแซ็กโซโฟนของฮิวโก้ เฟร์เรลล์และฮิวโก้อุทิศตนให้กับดนตรีและการแต่งเพลงมาตลอดนับแต่นั้น

แชด ฮิวโก (Chad Hugo)

จนเมื่อศึกษาระดับชั้น High School เขาทั้งคู่จึงได้เริ่มก่อตั้งวงดนตรี ภายใต้นาม “The Neptunes” อย่างเป็นทางการโดยผลิตเพลงฮิปฮอปและอาร์แอนด์บีในช่วงต้นทศวรรษ 1990 จนกระทั่งไปเข้าตาโปรดิวเซอร์เพลงอย่าง เท็ดดี้ ไรลีย์ (Teddy Riley) ซึ่งเพิ่งเปิดสตูดิโอบันทึกเสียงใกล้ High School ที่ฟาร์เรลล์ศึกษาอยู่ รวมไปถึงได้ยินชื่อเสียงของวงเนปจูน ที่ได้แสดงฝีมืออันเป็นที่ประจักษ์ ในงานแสดงความสามารถของโรงเรียน ซึ่งนั่นก็มากพอที่จะดึงความสนใจวงเนปจูนในตัวโปรดิวเซอร์ผู้นี้

ในปี ค.ศ. 1992 ฟาร์เรลล์ ได้แต่งท่อนซิงเกิ้ล ” “Rump Shaker” ให้กับวงฮิปฮอป Wreckx-n-Effect ซึ่งกลายมาเป็นซิงเกิ้ลฮิตติดชาร์ต รวมถึงแต่งเพลงให้วงเนปจูนของตัวเอง “Tonight’s the Night” ในอัลบั้มเปิดตัวที่มีชื่อเดียวกัน (1994) ของกลุ่มนักร้องนำของ Riley Blackstreet

ในปี ค.ศ. 1999 เขาได้เป็นนักร้องนำของวง N.E.R.D. ซึ่งเป็นวงที่เขาก่อตั้งร่วมกับฮิวโก้ โดยได้มือกลองมือฉมังอย่าง Shay Haley มาร่วมวงด้วย วิลเลียมส์ได้รับการกล่าวขานอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์เพลงที่มีอิทธิพลและประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 และเป็นต้นแบบสำหรับดนตรียอดนิยมสมัยใหม่ วง N.E.R.D. ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ และออกอัลบั้มมาแล้วทั้งหมด 5 อัลบั้ม

ฟาร์เรลล์เริ่มมีผลงานเพลงเดี่ยวในปี 2006 เขาออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกชื่อ “In My Mind” ในปี 2008 และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม อัลบั้มนี้ติดอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard 200 และขายได้มากกว่า 1 ล้านชุดทั่วโลก และเขายังคงมีผลงานเพลงอย่างต่อเนื่อง เขาออกอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สองชื่อ “Girl” ในปี 2011 และอัลบั้มที่สามชื่อ “Humanrace” ในปี 2021 นอกจากนี้ Pharrell Williams ยังมีผลงานเพลงร่วมกับศิลปินอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น Jay-Z, Britney Spears, Justin Timberlake และ Beyoncé

 

ฟาร์เรลล์กับเส้นทางแฟชั่น

นอกจากผลงานเพลงแล้ว ฟาร์เรลล์ยังประสบความสำเร็จในวงการแฟชั่น เขาก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้าของตัวเองชื่อ Humanrace ในปี 2021 และแบรนด์เสื้อผ้า Billionaire Boys Club ในปี 2008 และ Ice Cream (ร่วมกับ Nigo โปรดิวเซอร์เพลงชาวญี่ปุ่น) นอกจากนี้เขายังได้ร่วมงานกับแผนกน้ำหอมของแบรนด์แฟชั่น Comme des Garonnes ในด้านน้ำหอมสำหรับใช้ได้ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีอีกด้วย

ในปี 2023 ทางแบรนด์ Louis Vuitton ได้แต่งตั้ง ฟาร์เรลล์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าบุรุษ โดยเข้ามารับตำแหน่งที่ว่างหลังจาก Virgil Abloh เสียชีวิตลง เมื่อปี 2021

หากให้ไล่เรียงไทม์ไลน์เส้นทางของการเป็นแฟชั่นไอคอนที่ก้าวไปสู่การเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ผู้กำหนดทิศทางของแบรนด์ เราจะต้องย้อนเวลาไปที่ช่วงต้นยุค 2000s หรือที่เรียกว่ายุค Y2K Pharrell Williams เริ่มต้นแต่งตัวด้วยสตรีตแวร์หลายชิ้น อาทิ ชุดแทร็กสูท แจ็กเกตขนแกะ รวมไปถึงหมวกที่ใส่คู่กับกางเกงทรงหลวมตัวใหญ่ ซึ่งการแต่งลุคมิกซ์แอนด์แมตช์ที่ลงตัวของเขาก็ทำให้เขากลายเป็นไอคอนด้านแฟชั่นที่เป็นต้นแบบให้แก่เหล่าศิลปินฮิปฮอปในยุคนั้นได้อย่างมีระดับเลยทีเดียว

ต่อมาในช่วงกลางยุค 2000s เฟอร์เรลล์ ได้มีโอกาสไปเยือนประเทศญี่ปุ่น เขาจึงนำแฟชั่นที่มีความสนุกสนานของวัยรุ่นญี่ปุ่นกลับมาด้วย ไม่ว่าจะลายกราฟิกสีสันสดใส ลายพิมพ์กราฟิกทั่วตัว ตลอดจนลายพรางสไตล์สตรีตด้วยเช่นกัน และในช่วงเวลานี้เองเขาก็ได้ร่วมคอลลาบอเรชั่นกับแบรนด์ BAPE เพื่อสร้างผลงานเสื้อผ้าสำหรับเหล่านักสเก็ตบอร์ด โดยแฟชั่นนี้จะผสมผสานแฟชั่นสไตล์วัยรุ่นฮาราจูกุ สเก็ตเตอร์ และฮิปฮอปเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ภาาพลักษณ์ใหม่ ๆ ที่สดชื่นมากยิ่งขึ้น

และอิทธิพลทางโลกแฟชั่น

และในช่วงยุคปลาย 2000s เขาได้เป็นผู้ริเริ่มแฟชั่นกางเกงยีรส์รัดรูปในช่วงปี 2008 ซึ่งเป็นปีก่อนหน้าที่กางเกงประเภทนี้จะโด่งดังและได้รับความนิยมอย่างสูง ในช่วงปี 2010-2011 โดยที่เฟอร์เรลล์ ยังคงพัฒนาการแต่งตัวสไตล์ฮิปฮอบให้น่าจดจำเรื่อยมา

จนกระทั่งช่วงปี 2010s เขาได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับพ่อมดแห่งวงการแฟชั่นอย่าง Karl Lagerfeld ดีไซเนอร์ในตำนานแห่งแบรนด์ Chanel เพื่อปรับเปลี่ยนแฟชั่นให้เป็นสไตล์ไร้เพศมากยิ่งขึ้น ซึ่งเขาทำกิจกรรมหลายอย่างร่วมกันกับแบรนด์ ได้แก่ การแสดงในภาพยนตร์สั้นอย่าง ‘Reincarnation’ ร่วมกันกับนางแบบสาว Cara Delevingne ที่ Karl เป็นผู้กำกับด้วยตัวเอง

Reincarnation

ต่อมาเขาก็เป็นนายแบบชายคนแรกที่ร่วมแสดงในโฆษณากระเป๋าถือรุ่น Gabrielle ซึ่งไอเท็มชิ้นนี้เป็นแฟชั่นอันแสนสง่างามของสุภาพสตรีมาเป็นเวลากว่าศตวรรษ ดังนั้นการที่เขาเป็นโมเดลผู้ชายสำหรับกระเป๋ารุ่นนี้จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องที่พลิกโฉมวงการเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

นอกจากนี้เขายังร่วมเดินแบบบนรันเวย์ Chanel Métiers d’Art 2018/2019 รวมไปถึงการออกแบบแคปซูลคอลเล็กชั่น Unisex ของเขาในปี 2019 ทั้งหมดนี้กลายเป็นหลักฐานที่ประจักษ์ว่าเขาไม่เคยปล่อยให้บรรทัดฐานทางเพศมาขัดขวางอิสระในการแต่งกาย และนิยามแฟชั่นของเขาคือการทดลองที่ไร้ขีดจำกัด

เปิดประวัติ Pharrell Williams - Chanel Métiers d Art 2018-2019

นอกจากนี้เขายังได้ร่วมคอลแลบกับแบรนด์ชื่อดังมากมาย เช่น ร่วมออกแบบรองเท้าหลายต่อหลายรุ่นกับ Adidas, เปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่ใช้ได้ทั้งสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย ‘G I R L by Pharrell Williams’ กับ Comme des Garçons, แว่นตาสุดเฉียบคมกับ Moncler หรือแม้แต่การออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อจัดแสดงในงานนิทรรศการศิลปะ ‘The Perspective exhibition’ ที่ Galerie Perrotin ณ ฝรั่งเศสด้วยเช่นเดียวกัน

มากไปกว่านั้นแล้วเขายังเคยร่วมงานกับ Louis Vuitton มาแล้วก่อนหน้านี้ นั่นก็คือคอลเล็กชั่นแว่นตา Millionaire ในปี 2005 และคอลเล็กชั่นเครื่องประดับ Blason ที่เปิดตัวในงานปารีสกูตูร์วีกในปี 2008 แม้แต่ดีไซเนอร์ผู้ล่วงลับ Virgil Abloh ที่เคยเป็นผู้กุมบังเหียนของ Louis Vuitton ยังเคยนำแว่นรุ่น Millionaire ของเขามาปรับดีไซน์ใหม่อีกครั้งในนาม 1.1 Millionaires สำหรับคอลเล็กชั่นซีซั่น Spring 2019 ด้วยเช่นกัน

Pietro Beccari ประธานและ CEO ของ Louis Vuitton กล่าวแถลงต้อนรับศิลปินหนุ่มคนนี้อีกด้วยว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ต้อนรับ Pharrell คืนสู่บ้านเราหลังจากที่เราเคยร่วมงานกันในปี 2004 และ 2008 ด้วยการเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์สำหรับเสื้อผ้าของสุภาพบุรุษ วิสัยทัศน์ที่สร้างสรรค์นอกเหนือจากแฟชั่นของเขาจะนำพาให้ Louis Vuitton ก้าวไปสู่บทใหม่และน่าตื่นเต้นอย่างไม่ต้องสงสัย”

นอกจากนี้แล้วอีกสิ่งที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นการคาดการณ์ว่าในอนาคตแบรนด์หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) อาจเปิดไลน์สกินแคร์ก็เป็นได้ เนื่องด้วยทางฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ ได้ทำการเปิดไลน์สกินแคร์ที่แบรนด์ฮิวแมนเรซเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเขาอาจนำความเชี่ยวชาญทางด้านนี้มาที่หลุยส์ วิตตองก็เป็นได้

เรียกได้ว่าเป็นทอร์ค ออฟ เดอะ ทาวน์เลยก็ว่าได้ กับการเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการเสื้อผ้าสุภาพบุรุษอย่างเป็นทางการ ภายใต้แบรนด์ Louis Vuitton ของ ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ หลังการเสียชีวิตของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนก่อน Virgil Abloh เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งหากมองย้อนกลับไป ฟาร์เรลล์ ได้สร้างผลงานในวงการแฟชั่นมาเป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แฟชั่นแนวสตรีทและฮิปฮอป ตลอดจนการคอลลาบอเรชั่นกับเหล่าแบรนด์ระดับโลก ซึ่งแน่นอน Louis Vuitton ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ฟาร์เรลล์เป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เขาได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลแกรมมี 11 รางวัล และรางวัล American Music Award 12 รางวัล เขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นใหม่มากมาย และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค

การที่ ฟาร์เรลล์ มีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ Louis Vuitton ในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์เสื้อผ้าสุภาพบุรุษนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด มันเกิดจากความโดดเด่นของเขาในเรื่องของรสนิยม การดีไซน์งานศิลปะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ แฟชั่นที่มีความสดใหม่พร้อมเปิดรับทุกสิ่งให้มาผสมผสานกับผลงานของเขาได้อย่างลงตัว การรับตำแหน่งนี้ของเขา อาจเป็นประตูสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่บนเส้นทางแฟชั่น ซึ่งเราต้องคอยติดตามกันต่อไปกับผลงานของชายหนุ่มมากความสามารถคนนี้ว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต

รัก
xoxo

KATE