To top
26 ก.ค.

ประวัติแบรนด์ Hermes จากธุรกิจอานม้า สู่เครื่องหนังราคาแพง

Hermès แบรนด์ Luxury สัญชาติฝรั่งเศส ประวัติแบรนด์ Hermès  เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวที่ผลิตและค้าอานม้า สู่การเป็นแบรนด์เครื่องหนังที่มีราคาแพงและซื้อยากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก อะไรที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Hermès ภายใต้โลโก้รูปม้าและถุงกระดาษสีส้มที่คุ้นตา ร่วมเดินทางค้นหาคำตอบบนเส้นทางที่โปรยไปด้วยมนต์เสน่ห์ ตามรอยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานถึง 182 ปี ไปกับอาชา อันแสนสง่างามนี้

 

จุดเริ่มต้นของ Hermès

ประวัติแบรนด์ Hermès : Thierry Hermès (เทียร์รี่ แอร์เมส)

Thierry Hermès (เทียร์รี่ แอร์เมส)

เทียร์รี่ แอร์เมส (Thierry Hermès) เกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1801 ที่เมืองเครเฟลด์ (Krefeld) ประเทศฝรั่งเศส มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน บิดาซึ่งมีชื่อเดียวกับเขา Thierry Hermes เป็นชาวฝรั่งเศส ส่วนมารดานามว่า Agnese Kuehnen ชาวเยอรมัน เมืองเครเฟลด์ เป็นเมืองที่ได้รับการขนานนามว่า “City of Velvet and Silk” ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการพิมพ์ลายและการผลิตสิ่งทอ ในขณะนั้นเมืองเครเฟลด์ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของจักวรรดินโปเลียน (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมัน) เด็กชายเทียร์รี่จึงมีสัญชาติฝรั่งเศสโดยกำเนิด

ภาพวาด Thierry Hermes ในวัยเด็ก

ภาพวาด Thierry Hermes ในวัยเด็ก

ด้วยฉายาของเมืองที่หมายถึงกำมะหยี่ สะท้อนให้เห็นความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอในเมืองนี้ หล่อหลอมให้เทียร์รี่มีความสนใจในด้านการพิมพ์ลายและสิ่งทอ เขาศึกษาด้านศิลปะอย่างจริงจังรวมถึงสั่งสมประสบการณ์งานฝีมือจนเชี่ยวชาญตั้งแต่วัยเยาว์

แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อปี ค.ศ. 1821 เทียร์รี่ สูญเสียครอบครัวไปจากโรคระบาดและสงคราม เขาได้จากบ้านเกิดเดินทางไปยังเมือง Pont Audemer ทางตอนเหนือของปารีส โดยอาศัยอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า ทำงานภายใต้การว่าจ้างของครอบครัว Pleumer ครอบครัวธุรกิจเครื่องหนัง ณ ที่แห่งนั้น เขาได้เรียนรู้ทักษะการผลิตเครื่องหนังจนชำนาญ ในปี ค.ศ. 1828 เขาได้แต่งงานกับ Christine Pétronille Pierrart มีโซ่ทองคล้องใจเพียงคนเดียวคือ ชาร์ลส์ เอมิล แอร์เมส (Charles Émile Hermès)

 

The French House of Hermes

จุดพลิกผันของชีวิตอันแสนเรียบง่ายของเทียร์รี่ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1837 เทียร์รี่ เริ่มต้นกิจการแรกของเขา ภายใต้ชื่อ “the French house of Hermes” ตั้งอยู่บนถนน Rue Basse du Remparts (Grands Boulevards ในปัจจุบัน) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในยุคนั้นการคมนาคมยังคงใช้ม้าเป็นหลัก สินค้าของเทียร์รี่จึงมีเพียงเครื่องหนังและอุปกรณ์เกี่ยวกับการขี่ม้าเท่านั้น

เทียร์รี่ นำเทคนิคงานศิลปะที่เขาฝึกฝนมาตั้งแต่วัยเยาว์มาปรับใช้และผสมผสานกับงานฝีมือตัดเย็บเครื่องหนังที่ร่ำเรียนมา รังสรรค์อุปกรณ์สำหรับม้า ไม่ว่าจะเป็นบังเหียน สายคล้อง อานม้า การพิถีพิถันเลือกหนังเพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุรวมถึงการตัดเย็บที่ละเอียด ผลงานของเขาจึงเป็นที่เลื่องลือถึงฝีมืออันไม่ธรรมดาของเด็กหนุ่มจากเครเฟลด์คนนี้ ลูกค้าของเขาเป็นกลุ่มคนชั้นสูงผู้ดีมีเงิน ขุนนาง ราชวงศ์ รวมถึงจักรพรรดิ นโปเลียนที่ 3 ก็มีรับสั่งให้เขาทำอานม้าถวาย

เทียร์รี่ได้ริเริ่มสายงานใหม่ๆ ทั้งหีบเก็บของ กระเป๋าถือ และเครื่องแต่งกาย ในปี ค.ศ.1855 สายคล้องและบังเหียนคุณภาพที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยเทียร์รี่ ได้รับรางวัลชนะเลิศมากมายรวมไปถึงรางวัลเหรียญทอง จากงาน Exposition of Paris และในปี ค.ศ. 1867 ที่งาน Expositions Universelles กับผลงานการออกแบบรองเท้าแตะ ก็ได้รับรางวัลเหรียญทองเช่นกัน นั่นทำให้ Hermès ขึ้นสู่การเป็นแบรนด์หรูหรา อันดับต้นของฝรั่งเศสได้อย่างไม่ยากนัก

Exposition Universelle ปี ค.ศ. 1867

Exposition Universelle ปี ค.ศ. 1867

เทียร์รี่ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 มกราคม ปี ค.ศ.1878 รวมอายุได้ 77 ปี และนั่นทำให้ ลูกชายคนเดียวของเขา ชาร์ลส์ เอมิล แอร์เมส (Charles Émile Hermès) ก้าวขึ้นมาคุมบังเหียน Hermès เป็นทายาทรุ่นที่ 2 ชาร์ลส์ได้ทำการย้ายร้านมาตั้งอยู่ที่ ถนน Rue du Faubourg Saint-Honoré (ที่ตั้งร้านจนถึงปัจจุบัน) เรียกได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เนื่องจากเป็นทำเลทองที่รายล้อมไปด้วยที่อยู่ของชนชั้นสูงและขุนนางในสมัยนั้น

แบรนด์มีโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าชนชั้นสูงได้มากขึ้น ทราบความต้องการของลูกค้าได้ชัดเจนมากกว่าเดิม ทำให้ผลิตสินค้าออกมาได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และอีกประการหนึ่งที่ย้ายร้านมาก็คือ เพื่อเป็นการขยายพื้นที่การค้า ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ช่วงจังหวะทองคำเช่นนี้ ชาร์ลส์ เอมิล แอร์เมส จึงได้ดึงสินค้ายอดนิยมอย่าง “อานม้า” มาขยายตลาด มุ่งเน้นการขายปลีกระหว่างประเทศ โดยมีฐานลูกค้าที่เป็นชนชั้นสูงมากมาย ทั้งในยุโรป รัสเซีย แอฟริกาเหนือ เอเชียและอเมริกา

ในปี ค.ศ. 1900 ด้วยความช่วยเหลือของลูกชายทั้ง2 Adolphe และ Emile-Maurice ชาร์ลได้ออกแบบกระเป๋าสำหรับเก็บอานม้า เพิ่มความสะดวกสบายให้กับคนขี่ม้าที่ต้องการพกพาอานม้าสำหรับเดินทาง เป็นต้นแบบของกระเป๋ารุ่น “Haut à Courroies” และ “Birkin Bag” ในปัจจุบัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้ามาสู่อุตสาหกรรมแฟชั่น และในปี 1902 ชาร์ลเกษียนตัวเอง มอบอำนาจการจัดการให้ลูกชายทั้ง 2 ของเขารับช่วงบริหารต่อเป็นทายาทรุ่นที่ 3

ต้นแบบกระเป๋า Haut a Courroies

ต้นแบบกระเป๋า Haut a Courroies

 

Hermès Frères กับชื่อเสียงระดับโลก

ภายหลังการเกษียนของชาร์ล Adolphe และ เอมิล โมริช แอร์เมส (Émile Maurice Hermès) เข้ารับช่วงบริหารต่อ โดยเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “Hermès Frères” ซึ่งมีความหมายว่า “2 พี่น้องแอร์เมส” เอมิล ได้ทำการขยายตลาดไกลถึงเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีโอกาสผลิตอานม้าถวายให้กับกษัตริย์ซีซ่าแห่งรัสเซีย ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นตามมาทันที Hermès เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ค้าอานม้าสุดหรูและมีชื่อเสียงทั่วโลก

Hermès Frères

Hermès Frères

ในปี ค.ศ. 1914 Hermès มีช่างฝีมือในสังกัดมากถึง 80 คน นั่นเป็นเพราะมี การนำซิปมาใช้สำหรับผลิตเสื้อผ้าและเครื่องหนัง เอมิลกลายเป็นนักออกแบบคนแรกที่เริ่มนำซิปมาใช้ในวงการแฟชั่นในฝรั่งเศสเป็นการวางรากฐานอนาคตแฟชั่นของแบรนด์ แจ็คเก็ตหนังสีทองมีซิปที่ตัดเย็บขึ้นโดยเฉพาะสำหรับเอ็ดเวิร์ดเจ้าชายแห่งเวลส์ เป็นผลงานแรกที่ออกสู่สายตาประชาชน รวมถึงมีการตั้งชื่อซิปอย่างหรูหราว่า “Hermès fastener”

กระเป๋าหนังใบแรกถูกผลิตขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1922 ได้แรงบันดาลใจจากภรรยาของเอมิลเอง เมื่อเธอรู้สึกว่า ไม่มีกระเป๋าใบไหนที่สามารถตอบสนองความต้องการและความชอบของเธอได้เลย เอมิลจึงเกิดความคิดที่จะออกแบบกระเป๋าให้แก่เธอด้วยตัวเอง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Hermès เป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ของการผลิตกระเป๋าถือ

หลังการเสียชีวิตของ เอมิล เมื่อวันที่ 11 กันยายน ปี ค.ศ. 1951 ปีเดียวกับที่เขาประกาศวางมือ โดยก่อนหน้าที่จะเสียชีวิต เขาได้มอบอำนาจการบริหาร ส่งไม้ต่อให้กับคนนอกสายเลือดเป็นครั้งแรกคือ Robert Dumas Hermes และ Jean René Guerrand ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกเขยของเขา

โดยโรเบิร์ต เป็นสามีของ Jacqueline Hermes และ Jean René Guerrand เป็นสามีของ Aline Hermes  (Aline Hermes และ Jacqueline Hermes เป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลแอร์เมส) โรเบิร์ต รับหน้าที่ดูแลเรื่องเครื่องหนังและสิ่งทอ ส่วน Jean René Guerrand รับหน้าที่ในส่ว