To top
1 พ.ย.

5 อันดับกระเป๋าน่าลงทุน The Best Investment Bags

5 อันดับกระเป๋าน่าลงทุน – หากพูดถึงการลงทุน ซึ่งหมายถึงการเก็บออมเงินในระยะยาว หลายคนอาจนึกถึงการลงทุนในตลาดหุ้น การซื้อทองคำ หรือการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ทว่าความจริงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งธุรกิจ ซึ่งได้รับความนิยมและสามารถสร้างกำไรเป็น กอบเป็นกำได้ นั่นก็คือ การลงทุนกับกระเป๋าแบรนด์เนมสุดหรู

ไม่น่าเชื่อว่าสินค้าเหล่านี้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าจัดอยู่ในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือย จะมีราคาซื้อขายในตลาดพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี สิ่งที่กำหนดมูลค่าของสินค้าเหล่านี้ นอกเหนือจากความหายากแล้ว ยังรวมถึงวัสดุที่นำมาผลิต อันมีความพิเศษและแตกต่างกันไปตามแต่เอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ สำหรับบทความนี้ จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ 5 อันดับกระเป๋าสุดคลาสสิก ที่ได้รับการยอมรับว่า เป็น กระเป๋าที่คุ้มค่าแก่การลงทุน พิสูจน์ได้จากราคาที่พุ่งสูงขึ้นทุกปี จะมีรุ่นใดบ้างนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกันค่ะ

 

1.Chanel Classic Flap Bag

Chanel Classic Flap Bag เริ่มต้นที่กระเป๋าสุดคลาสสิก อันเป็นที่หลงไหลและใฝ่ฝันของสาว ๆ มาทุกยุคทุกสมัย กับดีไซน์การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระเป๋าสุดหรูในตำนานอย่าง “Chanel 2.55” ถูกนำมาดีไซน์ใหม่โดย คาร์ล ลาเกอร์เฟล (Karl Lagerfeld) เมื่อปี ค.ศ. 1983 ทำการดัดแปลงตัวล็อคแบบใหม่ เป็นรูปตัว C ไขว้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “CC turn-lock” ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งทั่วโลกให้การยอมรับ

กระเป๋า Chanel Flap Bag มีการปรับราคาขึ้นทุกปี การได้เป็นเจ้าของกระเป๋า Chanel สักใบ จึงหมายถึงการลงทุนอย่างหนึ่ง ที่สามารถให้ผลกำไรตอบแทนอย่างงามในอนาคต โดยในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา กระเป๋าถูกปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่าง กระเป๋าขนาด Medium ราคาเมื่อปี 2010 อยู่ที่ 96,000 บาท แต่ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 191,000 บาท อัตราเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 81.25%  ส่วนขนาด Jumbo ราคาเมื่อปี 2010 อยู่ที่ 105,000 บาท ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 213,000 บาท อัตราการเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 82.86%

อีกทั้งกระเป๋ารุ่น Vintage ที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ก็ยังคงทำกำไรได้ไม่น้อย หากคุณทำการซื้อกระเป๋ารุ่น Classic Flap เมื่อปี ค.ศ. 1959 ในราคา 7,500 บาท มูลค่าของมันในปัจจุบัน อาจมีค่าต่อใบสูงถึง 152,000 บาท ซึ่งหากนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยน คุณจะได้กำไรจากการลงทุนในครั้งนี้ถึง 20 เท่าเลยทีเดียว ทั้งนี้ราคาอาจมีการผันแปรได้ ขึ้นอยู่กับสภาพโดยรวมของกระเป๋า และความต้องการของตลาดซื้อขายแบรนด์เนมมือสองในขณะนั้น

ด้วยวิกฤติเศรฐกิจในปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่มักทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ถอยหนี คือ ราคาของสินค้าที่ถีบตัวสูงขึ้น โดยพบว่า คนส่วนใหญ่ ต้องการเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็น มีคุณภาพดีและราคาถูก แต่สำหรับ Chanel แล้ว มันกลับตรงกันข้าม การขึ้นราคาสินค้า เป็นการแสดงถึงคุณค่าของแบรนด์ ที่พุ่งสูงขึ้นทุกปี กลับทำให้ลูกค้ามีความต้องการมากยิ่งขึ้น และนั่นคือคำตอบว่าทำไม การลงทุนกับ กระเป๋าน่าลงทุน Chanel Classic Flap ยังคงประสบความสำเร็จ ถึงแม้ราคาของกระเป๋าจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม

 

2. Hermès Birkin Bag

Hermès Birkin ถือว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดกระเป๋าที่สาว ๆ หลายต่อหลายคนปรารถนา และครอบครองยากที่สุดรุ่นหนึ่ง ด้วยสถิติรอคิวซื้อที่ยาวนานถึง 6 ปี รวมถึงราคาค่าตัวสูงถึง 6 หลัก ดีไซน์หรูหราคลาสสิก ออกแบบโดย Jean-Louis Dumas (ฌอง หลุยส์ ดูมาร์) ทายาทบริหาร Hermès รุ่นที่ 5 ได้รับแรงบันดาลใจจาก นักแสดงหญิง Jane Birkin (เจน เบอร์กิน) ที่ทั้งคู่บังเอิญได้พบกันบนเครื่องบินระหว่างเดินทางจากปารีสไปลอนดอน เมื่อปี ค.ศ. 1981 (ประวัติแบรนด์ Hermès)

จากการศึกษาพบว่า ราคาของ Birkin เพิ่มขึ้น 500% ตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา หรือเฉลี่ยปีละ 14%  โดยเฉพาะในปี 2001 ที่เพิ่มขึ้นถึง 25% และเคยทำราคาในการประมูลสูงสุดอยู่ที่ราว 7.8 ล้านบาท ต่อใบ อีกทั้งมีแนวโน้มว่ามูลค่าของมัน จะเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า