To top
7 Jan

ประวัติแบรนด์ Chanel 110 ปีของตำนานที่ไม่มีวันตาย

“Coco Chanel” เมื่อได้ยินชื่อนี้เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก นักธุรกิจหญิงชาวฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 20 ชื่อเรียกสั้นๆ ติดหูว่า Chanel ซึ่งปัจจุบันเป็นแบรนด์กระเป๋าสุดหรูที่สาวๆ ทั่วโลกปรารถนาที่จะได้ครอบครอง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า กว่าเธอจะมีวันนี้ได้นั้น เส้นทางชีวิตของเธอไม่ได้สวยหรูอย่างที่ทุกคนเห็น โคโค่ ชาแนล (Coco Chanel) เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน และกำพร้าแม่ตั้งแต่เธอยังเด็ก แต่ทว่าเธอนั้นไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา และนำพาตัวเองมาสู่เส้นทางความสำเร็จ

วันนี้เราจะพาทุกคนดำดิ่งไปกับ ประวัติแบรนด์ Chanel ตามรอยตำนานความสำเร็จ และชื่อเสียงของแบรนด์เนมที่มีมานานกว่า 110 ปี อะไรที่ทำให้ สตรีผู้นี้ “Coco Chanel” ประสบความสำเร็จ และปัจจุบันชื่อของเธอยังคงเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลกและไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมคลาย

Gabrielle Bonheur Chanel Coco

Gabrielle Bonheur Chanel

 

ชีวิตในวัยเยาว์

ประวัติแบรนด์ Chanel เริ่มต้นจากหญิงชาวฝรั่งเศส ชื่อ โคโค่ ชาแนล (Coco Chanel) ซึ่งเดิมมีชื่อว่า กาเบรียล บอนเนอร์ ชาแนล (Gabrielle Bonheur Chanel)  เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ปี ค.ศ.1883 ที่เมือง ซูเมอร์ (Saumur) ประเทศฝรั่งเศส เป็นบุตรสาวคนที่ 2 จากพี่น้องทั้งหมด 5 คน (ผู้หญิง 3 คน ผู้ชาย 2 คน) ของ เฮนรี่ อัลเบิร์ต ชาแนล (Henri Albert CHANEL)  กับ ยูเชนี ชาน เดอโวล (Jeanne Eugénie DEVOLLE)

แม่ของเธอทำงานเป็นคนซักผ้าในโรงพยาบาลการกุศล ส่วนพ่อของเธอเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้า ที่ต้องเร่ร่อนไปทั่วเมือง ครอบครัวของเธอมีฐานะที่ยากจนมาก เมื่อแรกเกิด ชื่อสกุล “ชาแนล” ถูกบันทึกลงไปในสูติบัตรว่า “Chasnel” (ชาส์แนล) เนื่องจากเจ้าหน้าที่สะกดผิด

birth Certificate of Gabrielle Bonheur Chanel

สูติบัตรของชาแนล

แม่ของชาแนล เป็นคนที่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ มาตลอด จนกระทั่งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1895 แม่ของเธอก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคหลอดลมอักเสบ ในขณะที่อายุได้เพียง 31 ปี ซึ่งในขณะนั้นชาแนลซึ่งอายุได้เพียง 12 ปี เท่านั้น พ่อของเธอ จึงนำเธอและพี่น้องซึ่งเป็นผู้หญิงอีก 2 คน คือ Julia และ Antoinette มาฝากไว้กับแม่ชี ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า Aubazine (โอบาซีน) ซึ่งผู้เป็นพ่อ ได้หายสาบสูญไปหลังจากนั้น และไม่เคยกลับมาเหลียวแลพวกเธออีกเลย

Coco Chanel ในวัยเด็ก

Coco Chanel ในวัยเด็ก

เมื่อชาแนล อายุได้ 18 ปี เธอได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่หอพักสำหรับเด็กสาวที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิกในเมือง มูแลงส์ ตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เธอได้มีโอกาสเรียนรู้การตัดเย็บเสื้อผ้า ด้วยความที่ชาแนลเป็นคนขยันกระตือรือร้น ใฝ่รู้ และมีความสนใจในงานตัดเย็บอยู่แล้ว เธอฝึกฝนจนสามารถนำความรู้ความสามารถที่ได้รับมาประกอบอาชีพเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ

ในเวลาว่างนอกเหนือจากการตัดเย็บเสื้อผ้า อีก 1 รายได้เสริมของเธอมาจากการไปร้องเพลงกับเพื่อน ๆ ที่คาบาเร่ โดยเพลงที่เธอชอบร้องเป็นประจำคือ “Ko Ko Ri Ko” (ทำนองมาจากเพลง cock-a-doodle-doo ของฝรั่งเศส) กับ “Qui qu’a vu Coco” (เนื้อหาเป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่สูญเสียสุนัขของเธอ)

ว่ากันว่าชื่อ Coco นั้น ได้มาจากทำนองเพลงที่เธอชอบร้องที่มีชื่อว่า Qui qu’a vu Coco โดยตั้งชื่อตามสุนัขที่หายไปตามเนื้อหาของเพลง บ้างก็ว่า ชื่อนี้มาจากคำว่า Cocotte ในภาษาฝรั่งเศสซึ่งแปลว่า “เมียเก็บ” อีกกระแสก็ว่า Coco เป็นชื่อที่พ่อของเธอใช้เรียกเมื่อยามเธอเป็นเด็ก หลังจากที่เธอทำอาชีพนักร้องไปสักพัก ชาแนลรู้สึกว่าอาชีพนี้ ไม่ค่อยเหมาะกับเธอเท่าไหร่นัก เธอจึงตัดสินใจหยุดมัน และนั่นถือเป็นจุดเปลี่ยนจุดแรกบนเส้นทางใหม่ของเธอ

 

จุดเริ่มต้นของเส้นทางแฟชั่น

ในปี ค.ศ. 1905 ชาแนลอายุได้ 23 ปี เธอพบรัก กับ เอเตียน บัลซอง (Etienne Balsan) และกลายเป็นเมียเก็บลับๆ ของเขา เอเตียน บัลซอง ผู้นี้เป็นชาวอังกฤษ เขาเป็นอดีตทหารม้าและเป็นถึงทายาทมหาเศรษฐี ครอบครัวของเขาร่ำรวยมาจากอุตสาหกรรมสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับทหาร ตลอดเวลา 3 ปีที่ชาแนลได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเขานั้น ด้วยความที่บัลซองร่ำรวยมหาศาล  จึงเป็นใบเบิกทางให้ชาแนลได้คลุกคลีและทำความคุ้นเคยอยู่กับสังคมชั้นสูง

ชาแนลได้มีโอกาสใช้ชีวิต และมีข้าวของเครื่องใช้ที่หรูหรา ทั้งไข่มุก เสื้อผ้าอาภรณ์ รวมไปถึงเครื่องเพชรพลอยต่างๆ บัลซอง ได้สอนให้ชาแนลได้เรียนรู้ความสวยงามและความหรูหราจากข้าวของราคาแพงเหล่านี้ไม่น้อย ในปี ค.ศ. 1909 เมื่อชาแนลไปที่ปารีส เขาได้ให้ชาแนลยืมพื้นที่ของเขาที่ 160 Boulevard Malesherbes เพื่อเปิดร้านของเธอใน Deauville พร้อมทั้งยังแนะนำให้ชาแนลได้รู้จักบุคคลผู้มีชื่อเสียงหลายท่าน

Etienne Balsan

เอเตียน บัลซอง

ซึ่งบุคคลที่เอเตียน บัลซองแนะนำให้เธอรู้จัก 1 ในนั้นคือเพื่อนสนิทของบัลซองนามว่า อาเธอร์ เอ็ดเวิร์ด คาเปล (Arthur Edward Capel) ชายผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของชาแนล คาแปลตกหลุมรักชาแนลทันทีเมื่อแรกพบ ในปี ค.ศ. 1909 เขาให้เงินสนับสนุนชาแนลในการเปิดร้านขายหมวกที่เธอออกแบบเองบนถนน Cambon ในกรุงปารีส โดยใช้ชื่อร้านว่า Chanel Modes

Chanel Modes

Chanel Modes บนถนน Cambon ในกรุงปารีส

หมวกของชาแนลนั้นโด่งดังมาจากการที่นักแสดงหญิงที่ชื่อ เกเบรียน โดซิแอด (Gabrielle Dorziat) ซึ่งได้นำหมวกของเธอไปสวมใสเข้าฉากในภาพยนตร์ด้วยกันถึงสองเรื่องก็คือ Bel Ami และ Les Modes ด้วยลักษณะการออกแบบที่มีดีไซน์โดดเด่นและไม่ซ้ำแบบใคร และแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองในทุกชุด จึงทำให้ไม่ยากนักที่ร้านของเธอจะเป็นที่รู้จัก และถูกกล่าวถึงในเวลาอันรวดเร็ว

Gabrielle Dorziat

Gabrielle Dorziat นักแสดงสาว

ในที่สุดชีวิตรักของเธอกับ บัลซอง ก็จบลง ในเวลาเพียงแค่ 5 ปี ในปี ค.ศ. 1910 เธอได้ตัดสินใจเลิกรากับบัลซอง และได้ไปครองคู่อยู่กับนายทุนของเธอ คือ อาเธอร์ เอ็ดเวิร์ด คาเปล นั่นเอง เหตุผลส่วนหนึ่งของการเลิกราครั้งนี้คือความเป็นเพลย์บอยของบัลซอง ที่ไม่ลงหลักปักฐานแต่งงานรับเธอเป็นภรรยาที่ถูกต้องเสียที

โดยหลังจากที่คาเปลและชาแนลได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้ง 2 ได้ให้ความสนับสนุนกันดีในทุกๆ เรื่อง ว่ากันว่าสไตล์การใช้ชีวิตของคาเปล    มีอิทธิพล และเป็นแรงบันดาลใจอันดีเยี่ยม ที่มีผลอย่างมากต่อชาแนลทั้งในด้านภาพลักษณ์ และการออกแบบต่างๆ แต่เบื้องหลังที่น่าเศร้า คือ ชาแนลไม่ได้เป็นคนรักคนเดียวของคาเปล โดยที่คาเปลนั้นมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ภายหลังจากการแต่งงานของเขากับคู่หมั้น      คาเปลก็ยังคงมีความสัมพันธ์กับชาแนลมานานถึง 9 ปี ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต

Arthur Edward Capel

Arthur Edward Capel นายทุนและคู่รักของชาแนล

ในปี ค.ศ. 1913 ชาแนล ได้ขยายกิจการโดยการเปิดร้าน Boutique ในเมือง Deauville (โดวิลล์) โดยใช้ชื่อร้านว่า “Chanel” เธอดีไซน์เสื้อผ้าออกมาหลากหลายแบบทั้งชุดกีฬา ชุดทำงาน ชุดลำลอง รวมทั้ง Accessories ต่างๆ ได้แก่ หมวก กระเป๋า เครื่องประดับ ผ้าพันคอ รวมถึงน้ำหอม อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ด้วยการออกแบบของชาแนลที่โดดเด่นและไม่ซ้ำใคร ภายใต้ความเรียบง่าย แต่หรูหราและดูดี

ร้านของเธอจึงสามารถดึงดูดลูกค้าขาประจำได้อย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก คนในวงการแฟชั่นต่างยอมรับในฝีมือการออกแบบดีไซน์ และความคิดสร้างสรรค์ของเธอ อีกทั้งผลงานตัดเย็บของเธอบวกกับความโดดเด่นหาตัวจับได้ยากนี้ ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถมอง ครั้งเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นผลงานของ Chanel

 

ปฏิวัติการแต่งกายของสตรี

ในยุคสมัยนั้น แฟชั่นที่ได้รับการนิยมอย่างสูงคงไม่พ้นชุดคลอเซ็ทและกระโปรงบานสุ่ม ด้วยความเชื่อที่ว่า สิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิง คือ รูปร่างที่เล็ก มีเอวคอด แต่ใช่ว่าทุกคนจะใส่ชุดลักษณะนั้นได้ ด้วยสรีระที่แตกต่างไปของผู้หญิงแต่ละคน ทำให้ผู้หญิงบางคนได้รับความทรมานไม่น้อย ทุกครั้งที่ต้องอยู่ในเครื่องแต่งกายเหล่านี้

จากการที่ชาแนลเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองและมีความคิดที่ไม่เหมือนใคร ประกอบกับรูปร่างของเธอที่เป็นคนค่อนข้างผอมบาง ไม่มีส่วนเว้าส่วนโค้งมากนัก เธอจึงเห็นว่า รูปร่างของผู้หญิงแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน และพวกเธอก็มีสิทธิ์ที่จะแต่งตัวให้เข้ากับรูปร่างของพวกเธอ การปฏิวัตินี้เริ่มจากตัวเธอเองก่อน ในปี ค.ศ. 1917 ชาแนลได้ตัดผมของเธอให้สั้นลงเยี่ยงผู้ชาย พันหน้าอก และสวมใส่อาภรณ์แบบเด็กหนุ่ม ที่สำคัญเธอยังเป็นบุคคลแรกๆ ที่ผลักดันให้ผู้หญิงมาใส่กางเกงอีกด้วย

ชุดรัดเอวคลอเซ็ท และกระโปรงบานสุ่ม

ชุดรัดเอวคลอเซ็ท และกระโปรงบานสุ่ม

ปี ค.ศ. 1914 ร้านของเธอได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ธุรกิจร้านเสื้อผ้าของเธอต้องหยุดชะงักเป็นการชั่วคราว แต่ถึงแม้กระนั้น ความคิดของเธอไม่ได้หยุดนิ่ง เธอยังคงมุ่งมั่นและผุดไอเดียในการออกแบบดีไซน์เสื้อผ้าอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งสงครามสงบ ในปี ค.ศ. 1918 ร้านของเธอได้เปิดดำเนินการอีกครั้ง และเป็นที่แน่นอนว่ากิจการของเธอกลับมาเป็นที่นิยมของเหล่าสตรีอีกเช่นเคย

 

จุดเปลี่ยนในชีวิตของ Chanel

ในขณะที่ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี ทั้งความสัมพันธ์ของเธอกับคาเปล หรือแม้แต่กิจการของเธอ แต่แล้วเหมือนฟ้าผ่าฟาดเปรี้ยงลงมากลางหัวใจของชาแนล เมื่อคาเปล บุคคลอันเป็นที่รักของเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เสียชีวิตคาที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 22 เดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1919 สร้างความเสียใจเป็นอย่างมากให้กับชาแนล “การตายของคาเปลทำให้ฉันแทบบ้า ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว ชีวิตของฉันไม่มีความสุขอีกต่อไป” เธอกล่าวเช่นนั้น

ชาแนลได้เขียนข้อความไว้อาลัยให้แก่สามีสุดที่รักของเธอบนที่เกิดเหตุ โดยมีเนื้อหาว่า “A la mémoire du capitaine Arthur Capel, légion d’Honneur de l’armée britannique, mort accidentellement en cet endroit le 22 décembre 1919″  (“ที่ระลึกถึง อาเธอร์ เอ็ดเวิร์ด คาเปล เกียรติยศของทหารอังกฤษ ผู้ซึ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ณ ที่แห่งนี้ เมื่อ 22 ธันวาคม 1919”)  เธอไว้อาลัยให้กับคาเปล โดยการนำผ้าสีดำตัดเย็บเป็นชุด จุดประสงค์ให้สตรีในกรุงปารีสร่วมกันสวมใส่เพื่อไว้ทุกข์ให้กับคาเปลสุดที่รักของเธอ

ปี ค.ศ 1920 หนึ่งปีหลังการเสียชีวิตของคาเปล ชาแนลได้กลับมาผลิตสินค้าและออกแบบเสื้อผ้าอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ หมวก เครื่องประดับ และน้ำหอม โดยมีกลยุทธ์ในการทำตลาด คือ การเข้าสังคมพบปะพูดคุยกับผู้มีชื่อเสียง ที่มีอิทธิพลในแวดวงต่างๆ ในหลายๆ วงการ ด้วยความที่ชาแนลเป็นผู้หญิงที่เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ มีเสน่ห์ทำให้หลายๆ คนที่พบเห็นเธอต่างก็ชื่นชมและให้การสนับสนุนผลงานของเธอ

จนทำให้เธอเป็นนักธุรกิจหญิงที่แข็งแกร่งมากที่สุดคนหนึ่งในช่วงเวลานั้นเลยก็ว่าได้ ความเป็นตัวของตัวเอง มั่นใจ และมีทัศนคติแบบหัวสมัยใหม่ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้บรรดาชายผู้สูงศักดิ์และร่ำรวยอีกหลายคนหลงใหลเธอ ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นความสัมพันธ์เชิงคู่รักกับ แกรนด์ ดุ๊ก ดิมิทรี บาโลวิช (Grand Duke Dimitri) แห่งรัสเซีย

Grand Duke Dimitri Pavlovich of Russia

Grand Duke Dimitri Pavlovich of Russia

ปี ค.ศ. 1945 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้น ธุรกิจของเธอจึงได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ร้านของเธอต้องปิดตัวลงจากพิษ สงครามในครั้งนั้น ถึง 4 แห่ง ด้วยกัน เหลือเพียงร้านเดียวที่ยังคงดำเนินธุรกิจไปได้อย่างราบรื่น ตั้งอยู่ที่ 31 Rue de Cambon ใจกลางกรุงปารีส ที่ซึ่งน้ำหอมและเครื่องประดับต่างๆ เป็นที่ต้องการอย่างมากของทหารอเมริกัน

ภาพทหารอเมริกันต่อคิวซื้อน้ำหอมที่ร้านของชาแนล เลขที่ 31

ภาพทหารอเมริกันต่อคิวซื้อน้ำหอมที่ร้านของชาแนล เลขที่ 31

 

จุดเปลี่ยนทางธุรกิจจากห้องเสื้อ สู่แบรนด์สินค้าหรูชั้นนำ

ปี ค.ศ. 1929 ชาแนล ได้ดีไซน์กระเป๋าถือที่ทำมาจากหนัง และมีลายข้าวหลามตัด ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นกระเป๋าถือที่ไม่มีสายสะพาย      ด้วยความที่เธอเป็นคนที่ชอบสูบบุหรี่ นั่นทำให้เธอเกิดไอเดียในการเพิ่มสายสะพายเข้าไปที่กระเป๋า เพิ่มความสะดวกสบาย โดยให้ชื่อรุ่นของกระเป๋าใบนี้ว่า Chanel รุ่น 2.55 ที่มาของชื่อนั้นก็คือวันแรกของการวางจำหน่าย เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1955 (เดือน 2 ปี 55 นั่นเอง)

หลังจากการวางจำหน่าย Chanel 2.55 ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งส่งผลให้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 เป็นต้นมา ผู้คนก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้กระเป๋าที่มีสายสะพายกันแทบทั้งเมือง จนปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Chanel 2.55 นั้นได้กลายมาเป็น ITEM ยอดนิยมที่สาวๆ ทุกคนใฝ่ฝันอยากได้มาไว้ในครอบครอง

CHANEL Large 2.55 Handbag

Chanel Large 2.55 Handbag

นอกจากกระเป๋าหรูแล้ว ในปี ค.ศ. 1921 ชาแนลได้เปิดตัวน้ำหอม Chanel N°5 ซึ่งน้ำหอมรุ่นนี้เอง ที่สร้างปรากฎการณ์ฮือฮาอีกครั้ง  จนกลายมาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก Chanel N°5 เป็นน้ำหอมตัวแรกของโลกที่ตั้งชื่อตามเจ้าของแบรนด์ เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ    ชาแนล กลายเป็นน้ำหอมที่ผู้หญิงทั่วโลกโปรดปราน ให้ความความนิยม และยังคงเป็นอมตะจนถึงปัจจุบัน

 

บั้นปลายชีวิตของ Chanel

หลังจากสงครามโลกจบลง ชาแนลในวัย 71 ปี ก็กลับมาผงาดบนวงการแฟชั่นอีกครั้งหนึ่ง ใน ปี ค.ศ. 1954 ด้วยการเปิด Couture House ไลน์แฟชั่นโชว์ตามซีซั่น พร้อมแรงบันดาลใจที่จะปฏิวัตโลกแฟชั่นเป็นครั้งที่สอง ด้วยผลงานใหม่ล่าสุดแต่ยังคงความเป็นออริจินัลของเธอเอาไว้

ประวัติแบรนด์ Chanel

ประวัติแบรนด์ Chanel – Coco chanel ในวัยชรา

Coco Chanel ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 10 มกราคม ปี ค.ศ. 1971 ในวัย 87 ปี ณ ห้องพักในโรงแรมริสต์ ที่ที่เธอใช้เป็นที่พักมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่เธอกำลังอยู่ในช่วงออกแบบงานคอลเลคชั่นสำหรับฤดูใบไม้ผลิของปีนั้น (เรียกได้ว่า เธอได้ทำในสิ่งที่รักจวบจนลมหายใจสุดท้ายกันเลยทีเดียว) โดยพิธีศพของเธอถูกจัดขึ้นที่ Eglise de la Madeleine โดยมีเหล่านางแบบมาร่วมไว้อาลัยเธอเป็นครั้งสุดท้ายกันอย่างล้นหลาม

หากนับตั้งแต่ปีที่ Coco Chanel ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นมาเมื่อปี 1909 จนถึงปัจจุบัน (ปี 2020) ถือว่า แบรนด์ Chanel มีอายุร่วมกว่า 110 ปี เข้าไปแล้ว ตัวของแบรนด์เองนั้นมีมูลค่ากว่า 8,000 ล้านเหรียญฯ หรือราว ๆ กว่า 2.64 แสนล้านบาท โดยเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงเป็นอับดับที่ 87 ของโลก (ข้อมูลปี 2019) โดยมีรายงานว่า ตลอดชีวิตในฐานะนักธุรกิจของเธอนั้น เธอมีทรัพย์สินอยู่ที่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

Coco Chanel จากเด็กคนหนึ่งซึ่งถูกนำมาทิ้งที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สู่เจ้าของแบรนด์ชั้นแนวหน้าระดับโลก ซึ่งแม้ว่า Coco Chanel จะอำลาโลกนี้ไปแล้วเกือบ 50 ปี แต่สไตล์ของเธอที่เป็นตำนานมาถึง 110 ปี ก็ยังคงเป็นอมตะ นี่คือเหตุผลว่า ทำไมสินค้าชาแนลหลายรุ่น ยังเป็นที่นิยมจนกลายเป็น “Timeless Classic” ยิ่งเก่า ยิ่งแพง ยิ่งมีค่า ไม่ต่างจากตัวเธอเลย ที่แม้ว่าตัวจะจากโลกนี้ไปนานแค่ไหน แต่ทุกคนยังคงจำเธอได้ ในชื่อ “ชาแนล” และทั้งหมดนี่คือความสำเร็จของ Coco Chanel ความอมตะ ที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย

รัก
xoxo

KATE