To top
14 ก.ย.

เปิดประวัติ Mikimoto จุดกำเนิดราชินีแห่งอัญมณี

เปิดประวัติ Mikimoto จุดกำเนิดราชินีแห่งอัญมณี – หากพูดถึงอัญมณีอันล้ำค่าที่เป็นสัญลักษณ์ของ “ความงามแห่งท้องทะเล” อยู่เคียงคู่กับผู้หญิงมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี คงหนีไม่พ้นอัญมณีที่มีชื่อว่า “ไข่มุก” และไข่มุกยังได้ฉายาราชินีแห่งอัญมณีอีกด้วย เพราะในสมัยโบราณนั้นไข่มุกเป็นสิ่งที่มีความสวยงามเฉพาะตัวและค่อนข้างหาได้ยาก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะพบจากหอยนางรมตามธรรมชาติ ที่มีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปอยู่ในตัวหอย ทำให้ตัวหอยระคายเคืองแล้วปล่อยสารออกมาเคลือบ จนกลายเป็นไข่มุกธรรมชาติ มีลักษณะเงางามเหมือนเปลือกหอยชนิดนั้น ๆ

เชื่อว่าหลายต่อหลายคนต้องรู้จักเครื่องประดับที่มีความสวยงามชนิดนี้อย่างแน่นอน ด้วยมูลค่าของไข่มุกไม่ต่างการเพชรมากเท่าไหร่นัก จึงทำให้เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน และในปัจจุบันนี้ เราสามารถเลี้ยงมุกให้มีคุณภาพได้ และยังความสวยงามเช่นเดียวกับมุกธรรมชาติ การผลิตไข่มุกจึงได้กลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า

และได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตให้กับชาวประมงทั่วโลก ตั้งแต่ที่ประเทศญี่ปุ่นจรดหมู่เกาะทะเลใต้ รวมถึงในประเทศไทย ในวันนี้ เราจะมาพูดถึงตำนาน “ราชินีแห่งอัญมณี” ที่มีมายาวนานมากกว่า 122 ปี ของแบรนด์ดังอย่าง “MIKIMOTO”  โดยบรนด์ได้นำมาขยายการเพาะเลี้ยงหอยมุกในหลายจังหวัด ที่ประเทศญี่ปุ่น

 

Founder (ผู้ก่อตั้ง)

 

โคคิจิ มิกิโมโตะ (御木本 幸吉)

โคคิจิ มิกิโมโตะ (御木本 幸吉)

ในปลายศตวรรษที่ 19 บุคคลที่มีนามว่า โคคิจิ มิกิโมโตะ (Kokichi Mikimoto) เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1858 ได้เติบโตขึ้นในตระกูลพ่อค้าขายอุด้งของเมืองโทบะ แคว้นทสึ (ในปัจจุบัน คือ เมืองโทบะ จังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น)​ โดยในวัยเด็กโคคิจิได้ใช้ชีวิตในชุมชนชาวประมง จึงทำให้เขาเห็นวิถีชีวิตของอามะซัง (ในที่นี้ คือ สาวดำน้ำงมหอย)​ ซึ่งบุคคลเหล่านี้มักจะพบไข่มุกธรรมชาติแล้วนำไปขาย และโคคิจิก็ได้หลงใหลในไข่มุกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ไข่มุกธรรมชาติมักมีรูปร่างค่อนข้างบิดเบี้ยว มีขนาดเล็ก และผุกร่อนไม่สวยงามสมบูรณ์แบบเท่าไหร่นัก

เมื่อโคคิจิอายุได้ 13 ปี เขาได้เริ่มออกทำการค้าเพื่อช่วยเหลือครอบครัวไปพร้อม ๆ กับการสะสมและค้าขายไข่มุก และเมื่อโคคิจิอายุ 20 ปี เขาก็ได้ออกเดินทาง เพื่อค้นหาวิธีเพาะเลี้ยงหอยให้ได้ไข่มุกที่งดงาม กลม สมบูรณ์ดุจดวงจันทร์ส่องแสงยามราตรี โดยเขาได้เลือกเส้นทางโดยการเข้ามาแสวงโชคในกรุงโตเกียว และนั่นก็ทำให้เขาได้พบกับนักสมุทรชีววิทยา ที่มีนามว่า คาคิชิ มิทสึคิริ ที่โตเกียว โดยโคคิจิได้กู้เงินมาสร้างฟาร์มเพื่อเพาะเลี้ยงหอยมุก พร้อมทั้งลงทุนค้นคว้าจ้างนักสมุทรวิทยาและนักชีววิทยาทะเล เพื่อมาหาวิธีเพาะหอยให้เกิดไข่มุก

เขาได้ใช้เวลากว่า 20 ปี ที่ผ่านความล้มเหลวและเกือบล้มจะละลายหลายครั้ง จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1913 โคคิจิก็ได้ประสบความสำเร็จด้วยวิธีการผสมและสะกิดเนื้อเยื่อ แล้วทำการฝังเปลือกหอยที่ขัดจนเป็นรูปร่างกลมลงไปในตัวหอยมุก ในห้องทดลองของบริษัทตนเอง พร้อมกับการซื้อสิทธิบัตรคิดค้นของ มิเสะ และ นิชิคาวะ นักสมุทรชีววิทยาชาวญี่ปุ่นที่ไปทดลองในออสเตรเลีย จึงทำให้มีผลลัพธ์โดยได้ไข่มุกกลมขาวงดงามสมบูรณ์แบบ สวยกว่ามุกธรรมชาติเป็นอย่างมาก

ทางแบรนด์ได้ประสบความสำเร็จโดยนำไข่มุก และเครื่องประดับแบรนด์ MIKIMOTO ออกแสดงในงาน Expo และงาน World Fair ระดับนานาชาติ ทั้งที่ปารีส นิวยอร์ค และลอนดอน จนได้รับการยอมรับให้เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นและประวัติศาสตร์โลก นอกจากนี้ ยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากราชวงศ์ญี่ปุ่นในชั้น Grand Cordon of the Sacred Treasure อีกด้วย

เปิดประวัติ Mikimoto

ละต่อมาในปี ค.ศ. 1917 โคคิจิก็ประสบความสำเร็จในการสร้างไข่มุก โดยที่ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถแยกออกว่าเป็นมุกเลี้ยง จากนั้นเขาจึงได้ทำการลงทุนเปิดร้านอัญมณีและเครื่องประดับ โดยใช้ไข่มุกที่เขาเลี้ยงขึ้นมาอย่างโดดเด่นให้เป็นจุดขายกลางย่านกินซ่า และมีชื่อเสียงทั้งในวงสังคมชั้นสูง และวงการวิทยาศาสตร์นับแต่นั้นเป็นต้นมา ถือได้ว่าสิ่งที่โคคิจิได้พยายามมาตลอดสามารถประสบความสำเร็จ และนำมาซึ่งชื่อเสียงให้แก่เขาได้

โคคิจิได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาของมุกเลี้ยง” ซึ่งต่อจากนั้นมา มุกเลี้ยงก็ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมเพิ่มมูลค่า และสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตให้กับชาวประมงทั่วโลก ตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นจรดหมู่เกาะทะเลใต้ในประเทศไทย ซึ่งแบรนด์ MIKIMOTO ได้ทำการขยายการเพาะเลี้ยงหอยมุกในหลายจังหวัด อีกทั้งโคคิจิยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากราชวงศ์ญี่ปุ่นในชั้น Grand Cordon of the Sacred Treasure ภายหลังจากประสบความสำเร็จนำไข่มุกและเครื่องประดับแบรนด์ MIKIMOTO อีกด้วย

เกาะ MIKIMOTO

หมู่เกาะไข่มุกมิกิโมโตะ

ต่อมา โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ได้ชมงานมุกของโคคิจิแล้วชื่นชมว่า “เป็นงานที่แทบเป็นไปไม่ได้ในทางชีววิทยาเลย” และทำให้ทั้งสองได้ส่งจดหมายแลกเปลี่ยนความคิดด้านการประดิษฐ์คิดค้นต่าง ๆ รวมถึงนักประดิษฐ์คนอื่น ๆ ร่วมสมัยอย่าง กูกลิเอลโม มาร์โคนี่ (Guglielmo Marcony) ก็เป็นเพื่อนกับโคคิจิ และเครื่องประดับไข่มุกที่สวยงามของ MIKIMOTO ยังถูกใจเหล่าสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในยุคนั้น อย่าง เอดิธ วิลสัน (Edith Wilson) ทำให้ตลาดเครื่องประดับไข่มุกเติบโตในอเมริกาอย่างรวดเร็ว

ไข่มุก MIKIMOTO ได้กลายเป็นแบรนด์เครื่องประดับชั้นเลิศของญี่ปุ่นที่ทั่วโลกกล่าวขาน ซึ่งไม่ใช่เพียงเพราะความงดงามสมบูรณ์แบบของไข่มุกเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความพยายามของโคคิจิ ที่ได้ทำการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์จนสามารถสร้างสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ในธรรมชาติให้เป็นไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของโคคิจิ มิกิโมโตะที่ว่า “ข้าพเจ้าอยากจะประดับไข่มุกลงบนเรือนคอของเหล่าสตรีทั้งโลก” นั่นเอง

โดยหมู่เกาะไข่มุกมิกิโมโตะ (MIKIMOTO) ได้ตั้งอยู่ริมทะเลเมืองโทบะ กลางอ่าวอิเสะ ประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ไข่มุก และหอที่ระลึกโคคิจิ มิกิโมโตะ (Kokichi Mikimoto) ในพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวอันน่าหลงใหลของไข่มุก โดยมีทั้งการเพาะเลี้ยง การเก็บเกี่ยว และทำเครื่องประดับมุกที่สวยงาม ทั้งวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเลของหอยมุก โดยมีความเป็นวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยในทุกขั้นตอน เริ่มจากการคัดเลือกสายพันธุ์ของหอยมุกมาผสม

mikimoto Pearl

โดยการเพาะเลี้ยงให้ได้ขนาด ต้องเริ่มจากกระบวนการสะกิดเนื้อเยื่อ และฝังนิวเคลียสทรงกลม (ส่วนมากทำจากเปลือกหอยขัดกลม) เพื่อตัวล่อให้หอยมุกผลิตสารเคลือบออกมาเคลือบวัตถุแปลกปลอมนั้น ก่อให้เกิดเป็นไข่มุก โดยจะมีพนักงานสาธิตเป็นลำดับขั้นตอน พร้อมทั้งการตรวจวัดสภาพน้ำ และสุขภาพของหอยมุกผ่านเครื่องมือตรวจจับคลื่นไฟฟ้า ที่เรียกว่า “ภาษาหอย” (Shell Lingual) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าการสร้างสรรค์เครื่องประดับไข่มุกแต่ละชิ้นนั้น ต้องส่งผ่านความรู้ และใช้วิทยาศาสตร์พร้อมกับความทุ่มเทของผู้คนมากมายกันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ บนเกาะยังมีการแสดงโชว์ดำน้ำงมหอยของอามะซัง สาวงมหอยแห่งอิเสะ ที่มีการสืบทอดมากว่าพันปี พร้อมกับมีร้านมุกแบรนด์ MIKIMOTO ที่ราคาย่อมเยาลงกว่าที่กินซ่า รวมถึงมุกมิกิโมโตะแบบวัยรุ่นที่สวยงาม ของที่ระลึกที่ราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และเครื่องสำอางจากหอยมุกที่แสนเลอค่าน่าเป็นเจ้าของ

ซึ่งถ้าหากสาว ๆ คนไหนต้องการเข้าไปเสพบรรยาศ Luxury แล้วละก็ มีค่าเข้าชมเกาะเพียง 1,500 เยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 445 บาท) นอกจากนี้ ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งร้านอาหาร และคาเฟ่มิกิโมโตะ ซึ่งมีชุดอาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากไข่มุก โดยมีขายที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

สำหรับการเดินทาง ให้นั่งรถไฟสายท้องถิ่นอิเสะมาลงสถานีโทบะ แล้วต่อรถเมล์ หรือขับรถตามถนนเส้นโทบะเลียบทะเลมาจะเห็นเกาะไข่มุกมิกิโมโตะเป็นสง่าอยู่ริมชายฝั่ง มีที่จอดรถเสียเงินบริการ 500 เยน/2 ชั่วโมง (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 150 บาท/2 ชั่วโมง) เท่านั้น